Colocation คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?

Colocation คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?

เคยสงสัยใช่ไหมครับว่า Colo คืออะไร Colo ย่อมาจากคำว่า colocation และมันคืออะไร มันทำอะไรได้บ้าง บทความนี้เราจะมาอธิบายแบบง่ายๆให้เข้าใจกันนะครับ เพื่อจะได้รู้ว่าจริงๆแล้ว Colo เกี่ยวข้องอะไรกับเว็ปไซต์เรา

ธุรกิจที่มี  Data Centre ของตัวเอง

การมี data centre (ห้องสำหรับวาง Server) เป็นอะไรที่ใช้งบค่อนข้างเยอะทีเดียว ตั้งแต่ค่าในการสร้างและค่าใช้จ่ายต่อเนืองสำหรับดูแลข้อมูล การทำ Data Ceter เองนั้นถือว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงมากเลยครับ

นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่เราทำมีวันนี้อาจจะล้าหลังลงในเวลาอันสั้นๆ เมื่อพิจรณาดูแล้วเหมือนจะไม่ต่างกับคำว่า   ‘green’ data-centre technology ซึ่งจำเป็นที่จะต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เท่ากับว่าเราต้องใช้เทคนิคต่างๆในการดำเนินงานอยู่ตลอด

แม้ว่าหลายๆองค์กรนั้นมีแผนก IT. อยู่แล้ว ตัว data centres เองก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน จึงเป็นการสร้างภาระงานให้กับ IT เพราะไม่สามารถคาดการอะไรล่วงหน้าได้ ซึ่งก็เป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มในการดูแลรักษาตรงนี้

Colocation ไว้สำหรับทำอะไร ?

การมี Data center นั้นต้องอาศัยผู้ชำนาญการพิเศษ ซึ่งต้องบริหารและจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับ Data Center ให้ได้ นำเสนอเครื่องมือและเมนูสำหรับผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี เท่ากับว่าผู้ใช้แทบจะไม่ต้องทำอะไรกับเครื่อง Server เลย

แล้วอะไรคือ Colo ?

นิยาม Colocation :

เราสามารถเรียก colocation ง่ายๆว่า colo  – เป็นเสมือนการมีเครื่อข่ายเนตและเครื่อง Server ส่วนตัวไว้ใช้งานที่บ้านและเหมือนมี Data Center ส่วนตัวเป็นของตัวเองเช่นกัน

ซึ่งแตกต่างจากการที่เราเช่าแชร์โฮสต์กับผู้ให้บริการโฮสติ้ง สำหรับ Colocation นั้นคือการเป็นเจ้าของเครื่อง Server นั้นเพียงคนเดียวสามารถใช้ทรัพยกรทั้งหมดของเครื่องได้อย่างเต็มที่ และนี่คือความหมายของ Colocation

Colocation Server คืออะไร ?

คือ Web server ที่วางไว้ใน Colocation ที่ผู้ใช้สามารถมาวางโฮสต์ต่อได้ใน Colocation นี้

การทำงานของ Colocation

ผู้ให้บริการ  colocation จะทำการวางเครื่องไว้ที่ data center และจะมี  IP เครื่อง , bandwidth และ ระบบทำความเย็น เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปิดใช้งาน Server ได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ให้บริการ Colocation ยังได้ให้บริการเกียวกับความปลอดภัยและการการป้องกันต่างๆแต่ต้องมีความยืดหยุ่นเช่นกัน ยังมีะรบบบ Backup ระบบสำรองไฟฟ้าเตรียมไว้กรณีเกิดอุบัติภัยต่างๆ

พื้นที่สำหรับการวางนั้นจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ ชั้นวาง (Rack) ต้องได้รับมาตรฐานส่วนอุปกรณ์อื่นๆจะจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย

ตู้วางหรือ Rack นั้นจะเรียกเป็น U โดย มาจากคำว่า Unit มีขนาด 1.75 นิ้ว ขนาดของ rack นั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของการจัดการ colocation โดยทั่วไปแล้วขนาด Rack เต็มที่ขนาดจะเท่ากับ 47 U แล้วแต่ขนาดของห้องและงบประมาณในการจัดวาง server

ของดี Colocation

  • ราคาประหยัด

ลดต้นทุนราคาโครงสร้างอย่างเห็นได้ชัดและนี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้บริการ colocation และสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรหรือบริษัทในการจัดการเกียวกับ IT. และค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่นการบำรุงรักษา การรักษาความปลอดภัย และการอื่นๆ

ยังไม่รวมถึงระบบรักษาความเย็น (HVAC) ระบบสำรองไฟ (UPS)

  • เพิ่มกำลังการผลิต

การมี Data center ส่วนตัวนั้นมักเจอกับปัญหา โดยเฉพาะตอน Application ที่ต้องใช้ไฟเยอะๆ ผู้ให้บริการ colocation ยังมีระบบที่ดีกว่าในการจัดการ Data center มีความเชื่อในในการจัดการต่างๆได้ ซึ่งบริษัทที่ใช้บริการไม่ต้องทำอะไรตรงนี้ ทำให้มีเวลาในการทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น

  • ความน่าเชื่อถือ

งานของคุณต้องการระบบเครื่อข่ายที่ทำงานได้ 100% ตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนค้างยากมากทีเดียว งานของ Colocation จึงตอบโจทย์นี้ให้เราได้ ทำให้คุณเลือกได้เลยว่าจะทำธุรกิจในรูปแบบไหนได้

  • ปริมาณ Bandwidth ที่เข้าถึงได้

ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนขึ้น  คุณจึงต้องการแบนด์วิดธ์ที่มากขึ้นแช่นกัน คุณจึงสามารถเข้าถึงเครื่อข่ายบนโลกนี้ได้เร็วขึ้นนั่นเอง ดังนั้น colocation จึงกลายเป็นที่นิยมนำมาใช้มากขึ้น

  • การช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

คุณสามารถขอความช่วยเหลือกับผู้ให้บริการ Colocation ได้ตลอดเวลา

  • การป้องกันข้อมูลและความปลอดภัย

การละเมิดสิทธ์ด้านข้อมูลนั้นแทบเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม  อย่างไรก็ตามด้วยกฎและโทษที่เข้มงวดขึ้น เมื่อมีการละเมิดเกิดขึ้นเท่ากับข้อมูลนั้นจะได้รับความเสียหายเช่นกัน

Colocation นั้นจะมีความสะดวกกว่า   มันสามารถตรวจสอบสิทธิการเข้าถึงไฟล์ได้ ป้องกันการเข้าถึงหรือแม้แต่ป้องกันจากภัยธรรมชาติ ผู้ให้บริการ Colocation ต้องนำเสนอความปลอดภัยต่างๆเช่น  การติดกล้องวงจรปิด การปลอดภัยภายในหรือความปลอดภัยของ rack

  • ความต่อเนื่องของธุกิจ

การใช้ colocation สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของคุณช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ของธุรกิจของคุณข้อมูลของคุณจะปลอดภัย Colocation ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเซิร์ฟเวอร์และแอปพลิเคชันหรืออุปกรณ์ของคุณจะยังคงใช้งานอยู่แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็ตาม

ข้อเสียของ Colocation

  • เข้าถึงยาก

Data Center สำหรับวาง colocation ส่วนใหญ่จะพบได้ในเมืองใหญ่ ๆ อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาสถานที่ตั้ง colocation ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานหรือที่บ้านของคุณ คุณจะต้องเดินทางจากสำนักงานไปยัง Data Center ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องใช้งานบน Server คุณ

  • การเข้าถึงเครื่อง Server

บุคลากรด้านไอทีอาจจต้องเดินทางบ่อยขึ้นเพราะคุณต้องเดินทางจากสำนักงานไปยังที่ตั้ง colocation ในกรณีที่คุณต้องการทำงานบนเซิร์ฟเวอร์

  • ความรับผิดชอบ

แม้ว่าผู้ให้บริการ colocation จะมีผู้เชี่ยวชาญของตนเองเพื่อช่วยคุณในการแก้ไขปัญหาต่างๆอยู่แล้วแต่ถ้าเว็บไซต์มีปัญหาแล้วมันเป็นความรับผิดชอบของคุณ นอกจากนี้บางครั้งคุณยังต้องบำรุงรักษาและจัดการเซิร์ฟเวอร์ของคุณด้วยตัวคุณเอง เช่นเซิร์ฟเวอร์ต้องได้รับการอัพเกรดหรือคุณต้องหาฮาร์ดแวร์มาเปลี่ยน

  • ราคาไม่แน่นอน

การลงทุนครั้งแรกนั้นอาจต้องใช้เงินที่สูง ค่าใช้จ่ายรายเดือนอาจแตกต่างกันไปโดยเฉพาะถ้าคุณใช้แบนด์วิธเกิน จำนวนการเข้าชมที่ผิดปกติในบางเดือนอาจทำให้คุณมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

สรุป

ประโยชน์ของ colocation นั้นจะมากกว่าข้อเสียแน่นอน Data center สำหรับ colocation จะช่วยให้คุณมุ่งเน้นการจัดการธุรกิจของคุณเป็นหลัก ขณะที่ผู้ให้บริการดูแล Server ของคุณ ลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการจัดการและการบำรุงรักษา Data Center เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมาก คุณควรหา colocation ที่เหมาะสำหรับการลงทุนของบริาัทคุณ
Cloud Computing คืออะไรและทำงานอย่างไร?

Cloud Computing คืออะไรและทำงานอย่างไร?

เคยสงสัยใช่ไหมครับ Cloud คืออะไรและมันทำงานอย่างไร ไม่ว่าคุณได้เริ่มธุรกิจแล้วหรือเพิ่งจะเริ่มทำ คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับ Cloud computing บทความนี้จะเกี่ยวกับ cloud computing ในรุปแบบง่ายๆ

 

 

Cloud Computing คืออะไรแบบง่ายๆ?

 

Cloud computing คือเทคโนโ,ยีแบบใหม่ในการเก็บข้อมูล ซึ่งทำในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ทั้งผ่านคอมพิวเตอร์ มือถือ แทบเลตหรืออุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งทำให้เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา Cloud computing ยังเป็นตัวแทนของโครงสร้างอินเตอร์เนตปัจจุบัน

 

 

Cloud Computing ทำงานอย่างไร ?

 

Cloud computing อาศัยโครงสร้างส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเหมือนบุคคลที่สามของบริษัท ซึ่งจัดการโดยบริษัทที่บริหารข้อมูลขนาดใหญ่ รวมไปถึงเครื่อง server อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ระบบเครื่อข่าย เหมือนการเช่าพื้นที่จากบริษัทอื่นแต่สามารถบริหารจัดการโฮสต์เองได้ทั้งหมดแต่ตัดปัญหาเรื่องงานดูแลหรือซ่อมบำรุงต่างๆไป

 

เมื่อลูกค้าจ่ายค่า cloud computing แล้วจะสามารถ remote เข้าถึงบริการได้ทั้งหมดเช่น ลงซอฟต์แวร์ผ่านอินเตอร์ และหากต้องการเพิ่มขนาดของ cloud ก็สามารถทำได้เช่นกันผ่านอินเตอร์เนต

 

ถ้าเราใช้อินเตอร์เนตประจำ จะสังเกตว่าระบบ  cloud computing นั้นเป็นเหมือนรากฐานของการทำงาน ข้อมูลทั้งหมดนั้นส่งผ่านทาง Data center เข้าสู่ผู้ให้บริการโฮสติ้ง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้นั้นจะวางอยู่ที่เดียวกันและทำซ้ำข้อมูลไปยังแหล่งอื่นกรณีมีพิบัติภัยต่างๆเช่น ไฟดับ ภัยธรรมชาติ เว็ปไซตของคุณก็จะยังทำงานได้ตลอด

 

 

การใช้ Cloud Computing

 

ไม่ว่าอุตสาหกรรมใดที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตย่อมต้องเกี่ยวข้องกับ cloud computing โดยการย้ายข้อมูลหรือแอปพลิเคชั่นเข้าสู่ระบบ cloud จะช่วยลดต้นทุนได้เหมือนกัน

 

หลายแอพพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่จะทำงานบนแพลตฟอร์มของระบบคลาวด์เนื่องจากขอบเขตของผู้ที่ใช้ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งยังขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ ตัวอย่างระบบอีเมลรูปแบบใหม่แบบ cloud ที่คุณสามารถเข้าถึงได้บราวเซอร์ผ่านมือถือ ข้อความอีเมลจะจัดเก็บในอีเมลแทนที่จะอยู่ในพื้นที่อุปกรณ์ส่วนตัว

 

Cloud computing ยังคงได้รับความนิยมในเรื่องของการสตรีมมิ่งดนตรีหรือวีดีโอ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเพลงหรือวีดีโอในรูปแบบ cloud ไดทันทีจากที่เมื่อก่อนต้องดาวน์โหลดลงมาในเครื่องก่อนจึงจะสามารถเปิดมาเล่นได้

 

 

ประเภทของการบริการ Cloud และรูปแบบ Cloud ต่างๆ

 

บริการคอมพิวเตอร์คลาวด์ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ดังนี้

 

  • Software as a Service (SaaS)

 

ซอฟต์แวร์เสมือนงานบริการ หรือ Software as a Service (SaaS) เป็นคำทั่วไปที่ใช้เพื่ออธิบายแอ็พพลิเคชันบนเว็บที่รันบนฮาร์ดแวร์ระบบคลาวด์ ในช่วงเริ่มต้นของการประมวลผลแอพพลิเคชันซอฟต์แวร์ถูกติดตั้งผ่านสื่อทางกายภาพเช่นฟล็อปปี้ดิสก์หรือซีดีและใช้งานได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละราย ระบบ SaaS นั้นแอปพลิเคชันจะถูกโฮสต์ไว้ในศูนย์ข้อมูลระบบคลาวด์และสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตสาธารณะผ่านเว็บเบราเซอร์สมัยใหม่และโทรศัพท์มือถือ

 

ข้อดีอย่างหนึ่งของ SaaS คือรูปแบบการชำระเงินที่ใช้งานจริง ผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์อีกต่อไปเนื่องจาก บริษัท ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่มีราคาเสนอซื้อเป็นจำนวนมาก ลูกค้าจะต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่ใช้ซอฟต์แวร์และคุณลักษณะที่ใช้งานตามจริง

 

  • Platform as a Service (PaaS)

 

แพลตฟอร์มเสมือนงานบริการ หรือ Platform as a Service (PaaS) เป็นการนำเสนอระบบคลาวด์ที่มุ่งเน้นองค์กรขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแอพพลิเคชันและระบบธุรกิจอัจฉริยะ ด้วย PaaS ผู้ให้บริการจะรวบรวมชุดทรัพยากรระบบคลาวด์รวมถึงเซิร์ฟเวอร์การจัดเก็บและระบบปฏิบัติการจากนั้นเพิ่มเลเยอร์เครื่องมือการพัฒนาที่ดีีที่สุด ทำให้บริษัทสามารถสร้างโค้ดได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องไปยุ่งกับทรัพยากรอื่น

 

  • Infrastructure as a Service (IaaS)

 

โครงสร้างพื้นฐานเสมือนงานบริการหรือ Infrastructure as a Service (IaaS) เป็นแกนหลักของรูปแบบ cloud computing ซึ่งจะรวมทุกอย่างไว้ใน Data center สำหรับให้บริการลูกค้า โดยปกติจะครอบคลุมทั้งเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์ระบบเครือข่าย เมื่อลูกค้าใหม่ร้องขอการเข้าถึง server ระบบจะจัดส่วนนั้นให้จาก Data center และลูกค้าจ่ายเงินตามที่ได้ใช้ server นั้น

 

 

ประเภทของงานพัฒนาระบบ cloud

 

มีสามวิธีในการสร้างระบบ cloud computing คือ public cloud, private cloud และ hybrid cloud.

 

  • Public Cloud

 

เป็นรูปแบบ cloud ที่พบมากที่สุด public cloud ผู้ใช้สามารถใช้ผลิตภัณฑ์หรือแอปพลิเคชันแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เพราะอนุญาติให้มีการแบ่งปันแบบสาธารณะ ซึ่งหมายความว่าเมื่อคุณเช่าพื้นที่เซิร์ฟเวอร์จากผู้ให้บริการคลาวด์คุณอาจจะใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยบน server แต่ข้อมูลของคุณยังคงมีความปลอดภัยเนื่องจากมีการแบ่งปันแค่การทำานเท่านั้น

 

  • Private Cloud

 

Private cloud คือรูปแบบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกค้า เหมาะสำหรับอค์กรหรือบริษัทที่มีนโยบายด้านความปลอดภัย ในรูปแบบ Private cloud คุณจะได้รับทรัพยากรใน Data center ในแบบบุคคลที่สาม แต่คุณมีสิทธิ์ในการเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ Server จะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นเข้าใช้งานได้

 

  • Hybrid Cloud

 

อย่างที่ชื่อมันบอก hybrid คือการรวมรูปแบบของ public cloud และ private cloud ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยปกติบริษัทจะเก็บข้อมูลสำคัญแบบ Private ส่วนข้อมูลที่มีความปลอดภัยน้อยกว่าจะเก็บไว้ใน Data center ซึ่งข้อมูลบางอย่างจะถูกเก็บไว้ในเครื่องส่วนตัวและไม่มีการนำเข้าระบบ cloud

 

 

 

ประโยชน์สูงสุดของ Cloud Computing

 

Cloud computing ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากมีราคาถูกกว่าและเชื่อถือได้กว่ารุ่นก่อน ๆ ในแง่ของความเร็ว Data center เองจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อพูดถึงเรื่องเงินระบบคลาวด์คอมพิวติ้งช่วยให้บริษัทสามารถจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นได้โดยไม่ต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์ส่วนบุคคลและครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทั้งหมดสำหรับอายุการใช้งานของเครื่อง ส่วน Data center จะให้บริการที่จำลองขึ้นมาเพื่อให้ซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันของคุณสามารถใช้งานออนไลน์ได้แม้ว่าจะมีอุปกรณ์บางส่วนที่เสียหายก็ตาม

 

บ่อยครั้งที่ระบบ cloud นั้นคล้ายกับเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว หรือ VPS เนื่องจากทั้งสองระบบได้รับการตั้งค่าไว้แบบเหมือนกัน อย่างไรก็ตามความแตกต่างขึ้นอยู่กับการทำงานและรูปแบบงานของบริษัท ระบบ cloud จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ส่วน VPS นั้นจะได้เปรียบเรื่องราคาที่ถูกกว่า โดยเฉพาะบริษัทที่มีขนาดเล็ก

 

เพื่อให้ทันกับยุคอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัย บริษัทควรเข้าใจ Cloud Computing ให้มากขึ้นส่วนผู้ใช้ทั่วไปเองต้องทำความคุ้นเคยกับระบบดังกล่าวให้มากขึ้น ซึ่งการส่งอีเมลง่ายๆหรือใช้งานแอพพลิเคชันระดับองค์กรกับใช้งานทางธุรกิจแบบระบบคลาวด์คอมพิวติ้งนั้นมีประสิทธิภาพและเชื่อถือ

วิธีการเชื่อมต่อ Windows VPS ของคุณ

วิธีการเชื่อมต่อ Windows VPS ของคุณ

เมื่อลูกค้าได้สั่งซื้อ VPS แล้ว จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ VPS ทางอีเมลทันทีเมื่อชำระเงินแล้ว
จากนั้นรอประมาณ 10 นาทีก็ใช้งานได้เลยครับ

สามารถเข้า Remote แบบนี้ครับ

NOTE: If you ordered your Windows VPS during Thai office hours, then probably we already configured your VPS. You can then skip the steps below.

หมายเหตุ: หากเกิน 20 นาทีแล้วยังเข้าไปไม่ได้ ลูกค้าสามารถเข้าไป Active เองแบบนี้ครับ [ข้ามขั้นตอนนี้หาก remote ติดแล้ว].

  1. เข้าสู่ระบบลูกค้า  [Click] VPS =>  VPS ของฉัน
  2.  คลิกที่ Active เพื่อเข้าไปดู VPS ที่เราเลือก
  3.  คลิกตรง VNC
  4. คลิกที่ Launch HTML5 VNC Client
  5. จะปรากฎหน้าจอตามภาพข้างล่างนี้นะครับ กด Activate nowWindows activate
  6. คลิก ‘Activate Windows Online now’Activate Windows online now
  7. จากนั้นระบบจะ Reboot ตัวเอง หรือเราสามารถสั่ง Reboot เองในนี้ได้เลยนะครับ

เมื่อเสร็จจากหน้า VNC แล้ว เราก็ใช้โปรแกรม Remote Desktop เข้า VPS ต่อได้เลยครับ
ตัวอย่างเช่น IP 103.13.228.888 คือ IP ของเรา เราก็ใส่ 103.13.228.888:33899

เมื่อ Login ได้แล้ว ยังเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือการปิด Proxy Connections นะครับ ตามแบบนี้ :

Control panel => Internet Options => Connections => เอาติ๊กถูกออกตรง Use a proxy server for your LAN

ตอนนี้ VPS ก็พร้อมใช้งานแล้วครับ

VPS Server และ Dedicated Server แตกต่างกันอย่างไร

VPS Server และ Dedicated Server แตกต่างกันอย่างไร

การเลือกระหว่างแชร์โฮสต์,VPS โฮสติ้ง และ dedicated โฮสติ้ง คือการตัดสินใจที่สำคัญสำหรับคนทำเว็ปไซต์ใหม่ ไม่มีธุรกิจใดที่คนจะเข้าถึงได้อย่างเต็มที่หากไม่ได้ออนไลน์ คุณสามารถเปลี่ยนประเภทโฮสติ้งทีหลังก็ได้แต่ในทางที่ดีควรจะเริ่มใช้โฮสติ้งที่เหมาะกับคุณตั้งแต่ตอนแรก ซึ่งเราสามารถช่วยคุณได้

ข้อแตกต่างระหว่าง VPS  Server และ Dedicated Server

ทั่วไป:

  • VPS hosting ราคาจะอยู่ในระดับกลางๆ Server ของคุณจะถูกแชร์กับคนอื่นไม่กี่คน
  • Dedicated hosting ราคาจะค่อนข้างสูง ไม่มีใครมาแชร์การใช้ server กับเรา

เมื่อพิจรณาว่าควนจะเลือกระหว่างอะไรระหว่าง VPS และ Dedicated server สิ่งที่ต้องคิดก็คือ Dedicated server คือโฮสติ้งประเภทเดียวที่ให้คุณจะไดใช้ Server แบบคนเดียว เมื่อเราจ่ายให้กับ dedicated server เท่ากับว่าเราต้องใช้งาน server เพียงคนเดียว

ลองนึกภาพว่าถ้าเราสามารถแบ่งพื้นที่ server ได้เช่น CPU RAM และแบ่งขายให้กับลูกค้าเพียงไม่กี่คน นั่นคือ VPS สมมตว่าคุณซื้อ VPS Server ในแพกเกจ CPU 1 GHz RAM 512MB คุณก็จะได้ใช้เพียงเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดของ server ซึ่งถ้า server นั้นมี CPU ที่มากกว่าหรือ RAM 16gb พื้นที่ที่เหลือนั้นก็จะถูกแบ่งใช้ให้กับลูกค้าคนอื่นที่มาเช่าแทน

แล้วเราจะเปรียบเทียบอย่างไรระหว่าง dedicated server และ VPS Hosting

  1. ระดับการเข้าถึงเครื่อง server
  2. จำนวนคนเข้าใช้งาน server
  3. งบประมาณ

ไม่ว่าคุณจะเลือก dedicated server หรือ VPS Server ย่อมดีกว่าแชร์โฮสติ้งแน่นอน เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการแบ่งทรัพยากรเครื่องไปให้กับคนอื่น ซึ่ง dedicated server คุณสามารถเข้าคุมเครื่องเองได้ทั้งหมดและสามารถลงโปรแกรมเองไดทั้ง ทั้งนี้ราคาก็ย่อมแพงกว่าเช่นกัน แต่ถ้ามันคุ้มกับที่เราเสียเงินไปถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว

ข้อแตกต่างระหว่าง VPS และ Shared Hosting

ทั่วไป:

  • VPS ราคาจะอยู่ในระดับกลาง แบ่งพื้นที่การใช้งานกับลูกค้าคนอื่นบางคน
  • Shared hosting ราคาอยู่ในระดับต่ำ และต้องใช้ร่วมกับคนอื่นจำนวนมาก

ไม่ว่าจะทั้ง VPS และแชร์โฮสติ้ง คุณจะได้รับ server ที่ต้องแชร์กัน ไม่ได้ใช้ server เพียงคนเดียว สำหรับแชร์โฮสติ้งเราอาจจะต้องแบ่งเครื่องกับคนอีก 10 กว่าคนและเครื่องอาจจะไม่พอให้เรา ส่วน VPS นั้นจำนวนคนใช้งานจะน้อยกว่าและจะได้ใช้งานตามที่เราได้เลือกไว้ตั้งแต่ตอนแรก

ปัจจุบัน web server สำหรับทำเว็ปไซต์ทำงานค่อนข้างดี แต่เมื่อเราใช้เครื่องที่ได้แชร์กับคนจำนวนมาก และมีคนเข้าเวปพร้อมกันจำนวนมาก อาจจะทำให้เว็ปของเราทำงานช้าลงและผู้เข้าใช้งานจะมีปัญหาเรื่องเว็ปเข้าใช้งานช้าตามมา

จะเลือก VPS หรือ Shared hosting ดี :

  1. เว็ปของเราจะได้รับความนิยมไหม ?
  2. คุณสามารถรับมือกับเว็ปที่ช้า คำติชม ได้ไหม?
  3. งบประมาณเราน้อยหรือป่าว ?

ถ้าคุณตอบว่าใช่ทั้งสามข้อ ดูเหมือนว่า shared hosting น่าจะเหมาะกับคุณมากที่สุด และถ้าคุณสามารถเพิ่มงบขึ้นไปได้และคิดว่าต้องมีคนเข้ามาเพิ่มแน่นอนเราแนะนำให้ใช้ VPS Hosting แทนครับ

ข้อแตกต่างระหว่าง Shared Hosting และ Dedicated Hosting

ทั่วไป :

  • Dedicated hosting ราคาจะสูงมากและไม่ต้องแชร์กับใคร
  • Shared hosting ราคาค่อนข้างต่ำและต้องแชร์กับคนอื่นๆจำนวนมาก

การใช้ Dedicated server นั้นต้องใช้งบประมาณที่สูงมากและหลายคนเลี่ยงที่จะใช้มันเพราะทั่วไปจะจ่ายกันที่ประมาณ 3,000 บาทต่อปีแต่สำหรับ Dedicated นั้นตกที่ 30,000 บาทต่อปี ถ้าเรามีงบที่จำกัดแนะนำให้ใช้แบบแรกแทน

Dedicated hosting อาจจะดีกว่าถ้าเรามีมันได้ แต่ share hosting เองก็พอมีข้อดีในด้านงบประมาณ โดยเฉพาะถ้าเราไม่เคยมีเว็ปมาก่อน  share hosting จัดการค่อนข้างง่าย มีการอัปเดทอยู่ตลอด  backup ตลอด ลงโปรแกรมต่างๆได้ง่าย ซึ่งเหมาะสำหรับคนทำเว็ปมือใหม่ๆ

เพื่อจะเลือกว่าเราเหมาะระหว่างอะไร ลองดูตามนี้ครับ

  1. คุณต้องการตัดปัญหาเรื่องการจัดการ server ทั้งหมดและต้องการดูแค่จำนวนคนเข้าออกเว็ปใช่ไหม ?
  2. คุณต้องการติดตั้งเว็ปไซต์แบบง่ายๆใช่ไหม โดยไม่สนใจพวก error เท่าไหร่?
  3. งบคุณน้อยใช่ไหม ?

ถ้าคุณตอบว่าใช้ แสดงว่าคุณเหมาะสำหรับ Shared hosting และถ้าคุณมีงบมากพอและมีแผนสำหรับจำนวนคนเข้ามากๆในอนาคต และต้องการประสิทธิภาพเว็ปที่สูงๆ ก็สามารถใช้ Dedicated server แทน