15 คำศัพท์เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องทำเว็บมากขึ้นทันที

15 คำศัพท์เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องทำเว็บมากขึ้นทันที

เดี๋ยวนี้หายใจเข้าออกอะไรก็เป็นเรื่องของโลกออนไลน์ อย่างการทำเว็บไซต์เมื่อก่อนเป็นเรื่องของโปรแกรมเมอร์ นักเขียนเว็บ แต่เดี๋ยวนี้คนที่ไม่มีความรู้ก็สร้างเว็บเองได้ง่ายๆ เลยแหละ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้น ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานก่อนนะ จะได้เอาไปพัฒนาต่อยอดความรู้ต่อได้

เราเลยจะขอพาไปรู้จัก 15 คำศัพท์เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจเรื่องการเขียนเว็บผ่าน WordPress มากขึ้น มีอะไรบ้างนั้น ไปดูกัน!

การใช้งานที่ลื่นไหลบนทุกอุปกรณ์และทุกขนาดหน้าจอ

Responsive Web Design คือ

คือ การทำเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลได้ดี ใช้งานดีและลื่นไหลได้บนขนาดของหน้าจอต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงผู้ชมได้อย่างง่าย ไม่ว่าพวกเขาจะเสิร์ชหาข้อมูลจากช่องทางไหน เช่น คอมพิวเตอร์ Desktop, Notebook, Tablet หรือจะ  Mobile ก็สามารถรับข้อมูลได้อย่างเหมาะสมและสมบูรณ์มากที่สุด

WordPress คือ

คือ หนึ่งในระบบ CMS หรือ Content Management System ที่นิยมกันมากที่สุดในโลก เป็นซอฟต์แวร์ที่เราสามารถล็อกอินเข้ามาดูแลจัดการได้ เหมาะสำหรับคนทำเว็บเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะ WordPress เป็น CMS ที่พัฒนาต่อได้ง่าย ทำให้มีนักพัฒนาทั่วโลกออกมาพัฒนา Plug-ins ให้เราสามารถเลือกใช้กันอย่างมากมาย นอกจากนี้ยังสามารถ ปรับแต่งสร้าง Theme หรือ Template ได้ง่ายอีกด้วย

Domain Name & Hosting/Web Server คืออะไร ต่างกันยังไง

Domain Name & Hosting และ Web Server ต่างๆ เป็นพื้นที่การทำงานบนเว็บไซต์ ซึ่งวันนี้เราจะอธิบายความแตกต่างให้ทุกคนได้รู้กัน โดยเริ่มจาก

หาก Hosting เปรียบเสมือนบ้าน ดังนั้น Domain Name ก็คือ ชื่อที่อยู่บ้าน โดย Hosting คือ พื้นที่ที่เจ้าของโครงการบ้านนั้น จะเตรียมตัวบ้าน และทรัพยากรที่จำเป็นต่างๆ ให้เหมาะสมกับคุณ และยังเป็น ผู้ที่คอยช่วยเหลือคุณ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นด้วย   ส่วน Domain Name คือ ชื่อที่อยู่บ้าน หรือการความแตกต่าง และบ่งบอกความเป็นตัวคุณ ซึ่งชื่อ Domain Name นั้น จะต้องไม่ซ้ำเว็บอื่นๆ ถึงจะใช้เป็น .com ได้ นอกจากนี้ยังมีนามสกุลอื่นๆ ที่เป็นตัวเลือก ให้เราสามารถเลือกใช้ได้ไม่แพ้ .com เลย เช่น .co .io เป็นต้น

ส่วน Web Server เปรียบเสมือนกับพื้นที่เช่า หรือซื้อมาเพื่อใช้งาน ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ตามที่เหมาะกับเรา เช่น Shared Hosting เป็น พื้นที่เว็บไซต์ ที่ต้องไปแชร์บ้านเช่ากับคนอื่นๆ  ซึ่งหากใครทำให้บ้านเช่านี้เกิดไม่ดี เราก็อาจโดนผลกระทบไปด้วย ซึ่งข้อดีคือ ที่มีราคาถูกมาก

Cloud Hosting เป็น พื้นที่เว็บไซต์ ที่เราเป็นเจ้าของบ้านแต่เพียงผู้เดียว จึงทำให้เราสามารถปรับแต่งอะไรได้ง่ายๆ เพียงแต่มีราคาที่แพงกว่า และต้องมีความรู้เรื่องของ Server พอสมควร หรือ Cloud VPS Hosting ที่เป็น Server ที่สามารถติดตั้ง VPS Server ย่อยเข้าไปได้อีก ซึ่งเหมาะกับธุรกิจ Reseller ที่ให้บริการ Server ย่อยไปอีกทีหรือธุรกิจ Agency ที่ต้องการแบ่งเช่า Server ให้กับลูกค้าอีกที

SSL คือ

เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตแล้วเข้าเว็บต่างๆ เราจะเห็นสัญลักษณ์กุญแจหน้าชื่อเว็บใน URL Bar ซึ่งบางเว็บก็มี บางเว็บก็ไม่มี การมีเจ้ากุญแจล็อคตัวนี้ รวมกับ https:// คือการสร้างความมั่นใจให้แก่คนที่เข้าเว็บ ว่า “เว็บไซต์ของฉันปลอดภัยนะ” หรือสร้างความปลอดภัย (secure) โดยผ่านการรับรองจากการทำ SSL นั่นเองค่ะ

อ่านต่อ: ความแตกต่างของ SSL 3 ระดับ

Prototype คือ

คือ แบบจำลองการใช้งานของหน้าเว็บไซต์คล้ายจริง  ให้สามารถคลิกได้ หรือเชื่อมจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งได้ เพื่อนำไปให้ User “จำลอง” การใช้งานดู หรือที่เรียกว่า Usability Testing หรือ ขั้นตอนก่อนที่จะนำไปสร้าง หรือเขียนโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานได้จริง!

Landing Page คือ

คือ หน้าเว็บเพจที่ออกแบบให้ผู้ใช้ได้ทำ เพื่อให้ได้ข้อมูลนำมาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาหรือโครงสร้างเมนู ที่จัดวางเหมือนกับเว็บไซต์หลัก ซึ่ง Landing Page ที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ เช่น พวกแคมเปญ ที่ลงโฆษณาให้คนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อเล่นเกมเพื่อลุ้นรับของรางวัล เป็นต้น

Web Application คือ

คือ แอปพลิเคชันที่ถูกเขียนขึ้นมา เพื่อการใช้งานโหลดหน้า Webpage ต่างๆ ในแท็ปเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ได้เร็ว และใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และสามารถใช้บริการอยู่บน Intranet ความเร็วตํ่าได้ โดยผ่านการการลดทรัพยากรในการประมวลผล ซึ่งจะถูกปรับแต่งให้แสดงผล เฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น

User Interface คือ

คือสิ่งที่เราได้ดีไซน์ หรือออกแบบส่วนประกอบ Front-end ของหน้าเว็บที่ดูง่าย เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ และได้ใช้สอยตามที่เราต้องการ เช่น Facebook ในส่วน UI คือช่องกรอกสถานะ, ปุ่มกดเพื่อโพสต์ข้อความ เป็นต้น 

User Experience คือ

คือ การออกแบบประสบการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผู้ใช้ได้เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นการออกแบบส่วนนี้ ต้องออกแบบให้ดูใช้งานง่าย ลูกค้าจะได้ประทับใจและใช้ของเราไปนานๆ หรือเพื่อให้เกิดมี Loyalty นั่นเอง ซึ่งในทางกลับกัน หากทำ UX ไม่สามารถทำให้ลูกค้าพึงพอใจได้ พวกเขาก็สามารถออกไปหาใช้จากที่อื่นแทน

Wireframe คือ

คือ ภาพร่างของเว็บไซต์ ที่ทำขึ้นเพื่อนำเสนอ และนำมาคุยกันว่า หน้าตาแต่ละส่วนในหน้านั้นๆ จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น รูปภาพ ข้อความ ไอคอน ปุ่ม ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้สวยงาม เพราะหากคุยกันจนฟินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือส่งไปลงมือ ‘Design’ หน้าตาให้สวยงามขึ้น โดยไม่ผ่านการแก้ Wireframe แล้วนั่นเอง 

 Front End คือ 

คือ ทุกสิ่งที่แสดงผลให้เราสามารถมองเห็นได้ จากบนหน้าเว็บนั่นเอง ซึ่งระบบตรงนี้ถูกสร้างมาจากภาษา HTML & CSS และอาจจะมี Java Script ร่วมด้วย 

Back End คือ

คือ Logic ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สิ่งนี้ทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นทำงานได้จริง ซึ่ง Back-end นั้นสร้างขึ้นจากภาษา PHP,  ASP หรือ Ruby เป็นต้น และนอกจากนี้ ยังมีเรื่องของฐานข้อมูล (database) ที่ไว้เก็บข้อมูลของผู้เข้าชม หรือข้อมูลต่างๆ ที่เยอะๆ จากเว็บไซต์ของเรา

CMS คืออะไร ย่อมาจากอะไร

หรือย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบ“ระบบหลังบ้าน” ที่จัดการข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ บางคนอาจเรียกว่า Backoffice ซึ่งระบบ CMS สมัยนี้ เป็นระบบที่ผู้พัฒนาเว็บ ได้พัฒนาขึ้นมา ให้เราสามารถดาวน์โหลดเอาไปใช้งาน หรือพัฒนาต่อได้ฟรี หรือบางทีอาจมีเสียเงินบ้างนั่นเอง

Caching คืออะไร

เป็นหนึ่งในปลั๊กอิน ที่ช่วยลดภาระของ Server หากคุณต้องการให้เว็บโหลดเร็วขึ้น Cache ช่วยคุณได้ โดยการเก็บข้อมูลซ้ำไว้ เพื่อรองรับการใช้งานครั้งต่อไป โดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์ต้นแหล่งอีกครั้ง หรือช่วยไม่ให้ Server รับภาระหนักจนเกิดอาการล่มนั่นเอง

CTA คืออะไร ย่อมาจากอะไร

เป็นคำที่ย่อมาจาก Call to Action หรือการออกแบบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างเช่น การเขียน Copy Writing การเลือกสี การออกแบบ Layout การเลือกใช้รูปภาพ โดยอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยา เพื่อต้องการชี้นำให้ผู้ที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ หรือ Landing Page ทำบางอย่างที่เราต้องการให้เขาาทำ เช่น การให้คลิกปุ่มติดต่อ, กดสั่งซื้อสินค้า หรือกดเพื่อดูรายละเอียดสินค้า เป็นต้น

พร้อมหรือยังที่จะลองทำ เว็บไซต์ของตัวเอง เราเชื่อว่า เพียงคุณรู้จัก 15 คำศัพท์นี้ พร้อมๆ กับได้เรียนรู้และลองทำไปพร้อมๆ กัน คุณจะสามารถเป็นเจ้าของข้อมูล หรือเว็บไซต์ได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ

คู่มือสอน WooCommerce และวิธีใช้ฉบับปี 2019

คู่มือสอน WooCommerce และวิธีใช้ฉบับปี 2019

การขายของทางออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป ถ้าคุณได้มาลองทำเว็บไซต์ ด้วย WordPress และ WooCommerce บทความชุดนี้ จะเป็นตัวช่วยให้คุณได้! คู่มือสอน WooCommerce และวิธีใช้ฉบับปี 2019 สำหรับมือใหม่หัดขายของบนโลกออนไลน์ในแบบ E-commerce และเนื่องจากรายละเอียดเกี่ยวกับ WooCommerce มีเยอะมาก วันนี้เราจึงได้รวบรวมและสรุป วิธีใช้ คู่มือติดตั้งแบบภาษาไทยมาให้ทุกคนได้เลยรู้ไปพร้อมๆ กัน!

WooCommerce คืออะไร?

WooCommerce คือ ปลั๊กอินที่เปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่สวมใส่เว็บ WordPress ธรรมดาๆ ของเราให้กลายเป็นเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ที่น่าสนใจที่สุด ใครจะรู้ว่าในปัจจุบัน 47% คือ สถิติที่มีเว็บร้านค้าออนไลน์ ที่ใช้ WooCommerce จากทั้งโลก ทั้งยังสามารถดาวน์โหลดตัวปลั๊กอินนี้มาใช้ฟรีๆ ได้อีกด้วย 

ทำไมต้องใช้ WooCommerce?

แน่นอนว่าเหตุผลหลักที่เห็นชัดๆ ว่าทำไมต้องใช้ WooCommerce คือ สามารถโหลดมาใช้ได้ฟรีนั่นเอง ง่ายๆ คือ ช่วยให้เราสามารถเริ่มต้น สร้างเว็บขายของออนไลน์แบบแทบไม่ต้องเสียต้นทุน แถมยังใช้ง่ายสุดๆ ไม่ต้องเขียนโค้ด ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้า แม่ค้าธรรมดาทั่วไปที่อยากทันโลก ก็สามารถโหลดมาใช้งานได้เลย มีอุปกรณ์เสริมแต่งให้สวยให้หล่ออีกเพียบ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องจาก บริษัท Automatic ผู้อยู่เบื้องหลัง WordPress.org และ WordPress.com

หน้าตาของเว็บ ecommerce ที่ติดตั้ง WooCommerce

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้นใช้งาน WooCommerce

1.  อย่างที่เราบอกไปข้างต้นว่า WordPress และ WooCommerce จะมีการอัปเดตตลอด ดังนั้นสำหรับพ่อค้า แม่ค้า คนไหนที่หันมาขายของแบบตามให้ทันโลก อย่างอีคอมเมิร์ส ก็ต้องหมั่นเรียนรู้วิธีการดูแลเว็บ และคอยอัปเดตเว็บอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เว็บขายของของเรา สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญเลยก็คือ ช่วยลดความเสี่ยงของการถูกแฮ็กให้น้อยลงด้วย

2. เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเภทของเว็บร้านค้าออนไลน์นั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เว็บร้านค้ารายเดียว และ เว็บร้านค้าที่เป็นตลาดกลาง (Market place) เช่น Lazada, Amazon Kaidee ซึ่ง WooCommerce ของเรานี้ สามารถสร้างเว็บได้ทั้ง 2 แบบ แต่อย่างไรเราก็ขอแนะนำ ให้คุณเปิดเป็นร้านค้าแบบแรกดีกว่า เพราะ WooCommerce มีโครงสร้างที่เหมาะสมกับแบบร้านค้ารายเดียวมากกว่า

3. ถึงแม้โฮสทุกโฮสทำเว็บได้หมด แต่ก็ไม่ทุกโฮสเหมาะกับเว็บ WordPress และ WooCommerce นะ เพราะจากปัญหาที่เจอของโฮสที่มีชื่อเสียง คือ ค่อนข้างจะจำกัดการใช้งานของลูกค้าระดับ Share Host หรือระดับของคนเริ่มต้นเปิดเว็บขายของที่มีราคาถูก เอาใจสายบุกเบิกแต่จำกัดการใช้งาน อย่างเช่น ลง WordPress เองไม่ได้ อัปเดต WordPress ไม่ได้ จำกัดพวกหน่วยความจำในส่วนของ PHP ดังนั้น เราต้องศึกษาดีๆ ก่อนเช่าพื้นที่เว็บไซต์

ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเลือกเว็บโฮสในลักษณะที่เป็น WordPress Hosting เลยจะได้มั่นใจว่าเหมาะสมกับ WordPress และจะไม่มีปัญหาอื่นเมื่อมาปรับแต่งลูกเล่นต่างๆ กันเว็บไซต์ในภายหลัง

คู่มือสอนการติดตั้งและวิธีใช้ WooCommerce 

อันดันแรกเราต้องศึกษาและยึดกลุ่มลูกค้าของเราเสียก่อน หากลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่เราอยากให้เว็บเราสวยๆ ดูอินเตอร์ เราก็ตั้งค่าให้พวกเมนูการใช้งานบนหน้าควบคุม หรือ Dashboard เป็นภาษาอังกฤษ และรายละเอียดอื่นๆ เป็นระบบภาษาไทย ซึ่งมีวิธีการเปลี่ยน ดังนี้ 

วิธีการเปลี่ยนภาษาบนเว็บของเรา ให้เราไปที่ Settings > General > Site Language

เลือก setting และ general
เลือกภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษตามสะดวก

การติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce เวอร์ชั่น 3.4+ มีดังนี้

  • สำหรับเว็บใครที่ยังไม่ได้ลงปลั๊กอิน

ให้เราไปที่ plugin > add new > ค้นหาชื่อปลั๊กอิน WooCommerce > แล้วคลิก install กับ Activate ได้เลย 

ไปที่ plugins เลือก add new
เสริชหา WooCommerce
กด Install รอให้การติดตั้งเสร็จสิ้น
กด activate
  • กรอกข้อมูลให้ครบทุกช่องเพื่อไปต่อ

เมื่อเราคลิก Activate ระบบจะพาเราเข้าสู่หน้า Wizard ซึ่งเราต้องกรอกข้อมูลใส่ให้ครบทุกช่องก่อน จะกรอกเป็นภาษาไทย หรืออังกฤษก็ได้ แต่ต้องครบทุกช่อง เพราะหากใส่ไม่ครบ เราจะไม่สามารถทำขั้นตอนต่อไปได้ 

กรอกข้อมูลให้ครบหรือจะ skip ไว้ไปกรอกทีหลังเมื่อพร้อมแล้วก็ได้
  • สำหรับคนที่ติดตั้ง WooCommerce แล้ว

หากเราต้องการจะลงธีมสวยๆ ให้เรากลับไปที่หลังบ้าน โดยคลิก Dashboard หรือหน้าควบคุม และคลิก Run the Setup Wizard เพื่อจะได้เข้าสู่โหมด ตั้งค่าพื้นฐานของ WooCommerce และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ แบบพร้อมๆ กันเลย

สามารถตั้งค่าต่างๆ ให้กับปลั๊กอินที่โหลดมาเมื่อกด Run the Setup Wizard
  • Let’s Go! ตั้งค่าหน้า payment

ให้เราคลิก Let’s go! ต่อได้เลย มันจะนำเรา ไปยังหน้าตั้งค่า Payment ให้เราคลิกเปิดใช้งาน Bank transfer (BACS) payments จากนั้น คลิก Continue และในส่วนของ Shipping ให้เราปิดการใช้งานก่อน และเดี๋ยวเราจะกลับมาตั้งค่าการจัดส่งกันใหม่ จากนั้นคลิก Continue หากขึ้นหน้า Recommended setup และ Jetpack ให้เราคลิก Skip this step เพื่อข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย เพราะตอนนี้เรายังไม่จำเป็นต้องใช้ตอนนี้ค่ะ

  • คลิกที่คำว่า Visit Dashboard เป็นอันเสร็จสิ้น

เมื่อเข้าสู่หน้าสุดท้ายของขั้นตอนติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce แล้ว ให้เราคลิกที่ Visit Dashboard ได้เลย หลังจากนี้ จะเป็นกระบวนการตั้งค่าเมนูต่างๆ ในร้านค้าของเรา ดังนั้นก่อนอื่น เราต้องมาเช็กก่อนว่า ตอนนี้เรามีระบบขายสินค้าหน้า (page) ครบหมดแล้วหรือยัง?  ซึ่งจะประกอบไปด้วย 4 หน้า ได้แก่ Cart, Checkout, My Account และ Shop ซึ่งหน้าต่างเหล่านี้จะถูกสร้างอัตโนมัติ ผ่านขั้นตอน wizard ตอนลงปลั๊กอินนั่นเองค่ะ

มาถึงขั้นตอนนี้พร้อมกันแล้วหรือยังคะ ที่จะมาเป็น พ่อค้า แม่ค้าสาย E-commerce กับ WooCommerce ที่จะทำให้ร้านค้าของคุณเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ สวยงาม และน่าเชื่อถือในยุค 4.0 นี้ ถึงใครๆ จะขายออนไลน์ได้ แต่บอกเลยว่าอนาคตต่อไปที่ไม่มีใครรู้กลไกโลก คงไม่ดีแน่หากคุณ ไม่ทำเว็บไซต์ของคุณเองไว้ก่อนกับ WooCommerce!

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจจะทำเว็บไซต์จาก WordPress ด้วยตัวเองแล้วกำลังมองหา Web Hosting สำหรับ WordPress ลองพิจารณาแพ็กเกจเว็บโฮงติ้งจากเราดู สามารถย้ายโฮสได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไร้สัญญาผูกมัด สามารถใช้ร่วมได้กับทุกรูปแบบธุรกิจ รู้แบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจของคุณต้องเสี่ยงกับปัญหาและเปลี่ยนมาเพิ่มทั้งโอกาสและความมั่นใจโดยให้ VPS HiSpeed ของเราช่วยดูแลเว็บไซต์ของคุณดีกว่าครับ สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181 , 096 238 7242 , 082 018 9138

Page Builder คือ? สำคัญยังไงกับการใช้ WordPress?

Page Builder คือ? สำคัญยังไงกับการใช้ WordPress?

เปิดข้อดีของ Page Builder แท้จริงแล้วมันคืออะไรสำคัญยังไงกับการทำเว็บไซต์! 

สำหรับใครหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ต้องอยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองกันเป็นธรรมดา ซึ่งการจะไปจ้างเงินให้คนทำเว็บไซต์ให้เรานั้น สำหรับปัจจุบันก็กลายเป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะโลกเทคโนโลยีตอนนี้มันก้าวไปไกลมาก จนเราสามารถทำได้ด้วยสองมือเรา โดยไม่ต้องพึ่งใครด้วยตัวช่วยง่ายๆ ที่มีชื่อว่า WordPress Page Builder นั่นเอง

WordPress ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็นก็ทำได้ แต่ถ้าแค่ใช้ WordPress เฉยๆ เรียกว่าดีงามได้แบบไม่เต็มปากอีก เมื่อผู้ใช้งานต่างไม่สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการได้และต้องใช้รูปแบบเว็บตามที่ WordPress เซ็ตไว้เท่านั้น WordPress Page Builder จึงได้กลายมาเป็นเจ้าฮีโร่ที่ครองใจใครต่อใครหลายคนมากมาย เพราะความดีความงามของมันที่ช่วยตอบโจทย์การสร้างเว็บไซต์ได้ตามใจฉันแบบง่ายดายแค่ปลายเม้าท์คลิกนี่แหละ ที่ทำให้ทุกอย่างดูง่ายและลงตัวไปหมด


ดังนั้นวันนี้ เราจึงรวบรวมปลั๊กอิน Page Builder เจ๋งๆ มานำเสนอกัน ทีนี้ล่ะผู้ใช้งานก็สามารถปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ รวมถึงลูกเล่นต่างๆ ได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องใช้โค้ดใดๆ มาเกี่ยวโยงให้ปวดหัวอีกด้วย แต่ก่อนอื่นไปดูกันก่อนดีกว่าว่าเจ้า Page Builder มันคืออะไร และมันสำคัญยังไงกับการใช้งานบน WordPress 


Page Builder คืออะไร และมีความสำคัญขนาดไหน

ต่อมาก็ถึงช่วงที่ทุกคนรอคอย ว่าเจ้า Page Builder ที่ว่านี้ มันคืออะไร ซึ่ง Page Builder นั้นก็คือ Plugin หรือโปรแกรมช่วยที่อยู่บน WordPress ทำหน้าที่ในการช่วยจัดความสวยงามบนหน้าเว็บไซต์และยังช่วยเอื้ออำนวยความดีงามต่อผู้ใช้งานให้สามารถเพิ่มลูกเล่นบนเว็บไซต์ได้อีกด้วย 


ซึ่งตรงนี้แหละ ก็นับว่าเป็นความสำคัญของเจ้า Page Builder เนื่องจากปกติแล้ว WordPress ไม่สามารถเพิ่มลูกเล่นหรือช่วยปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ได้ดีงามเท่า Page Builder และไม่ต้องใช้โค้ดมาเกี่ยวโยงอีกด้วย อีกทั้งยังรองรับการปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ผ่านทางมือถือ แท็บเล็ต หรือแม้แต่ใน Ipad ก็ได้เช่นกัน โดยที่เราสามารถเลือกจัด Layout ในหน้าเว็บไซต์ได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาโค้ดใดๆ

และก็ต้องขอบอกทุกคนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Page Builder นั้น ไม่ได้มีให้เลือกใช้งานเพียงแค่เจ้าเดียวเท่านั้นนะ เพราะมีปลั๊กอินสำหรับ WordPress Page Builder เค้ามีรองรับทุกรูปแบบให้เลือกมากหน้าหลายตาตามความจำเป็นของผู้ใช้งาน โดยงานนี้ก็มีทั้งในรูปแบบฟรีและพรีเมียมที่เสียเงินแตกต่างกันไปด้วยเช่นเดียวกัน จะเป็นอะไรบ้างนั้น ไปลองเลือกกัน


1. Site Origin Page Builder

ถือว่าเป็นฟรี WordPress Page Builder ตัวแรกที่ได้รับความนิยมมากๆ ในหมู่ผู้ใช้งานเพราะใช้งานง่าย โปรแกรมมีขนาดเบา และที่สำคัญคือปรับแต่งได้ง่ายมากๆ พร้อมลูกเล่นต่างๆ ที่มาแบบครบครันจนกลายเป็น WordPress Page Builder ที่ดีที่สุดตัวหนึ่งเลยล่ะ


2. WPBakery Page Builder

มาต่อกันที่ตัวที่สองกับ WP Bakery Page Builder หรือที่เมื่อก่อนจะรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Visual Composer โดยเจ้าตัวนี้ก็นับว่าเป็นอีก Page Builder ตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากเป็น Page Builder ตัวแรกๆ ที่มีฟีเจอร์ครบมากแต่ถึงยังไงก็ตาม ด้วยเหตุนี้แหละ ที่ทำให้ WP Bakery Page Builder กลายเป็น Plugin ที่มีความหน่วงในระบบอยู่มาก เพราะมีข้อมูลและลูกเล่นให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วนแถมมีข้อเสียติดพ่วงมาข้อหนึ่งก็คือ เจ้าตัวนี้ไม่ใช่ของฟรีนั่นเอง ต้องเสียเงินซื้อในราคาหลักพัน


3. Beaver Page Builder

อีกหนึ่งตัวที่ไม่พูดถึงไปไม่ได้กับ Beaver Page Builder เพราะเป็นอีกตัวที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความง่ายต่อผู้ใช้งานมือใหม่เป็นอย่างมาก เพราะออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและมีความยืดหยุ่นในการเลือกทำ Layout นั่นเองล่ะ


4. Elementor Page Builder

น้องใหม่มาแรงที่ความดีความงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัวอื่นๆ อย่าง Elementor ที่เปิดให้พวกเราสามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรีอีกเช่นเดียวกัน แถมมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายแบบครบครันที่ใช้งานได้ง่ายมากๆ แม้ว่าบางฟีเจอร์จะต้องเป็นพรีเมียมถึงจะใช้ได้ แต่ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ก็ให้ใช้ได้ฟรี และตัวโปรแกรมก็ไม่หน่วงเลยสักนิด จึงถือว่าเป็นน้องใหม่ไฟแรงที่มีความโดดเด่นไม่แพ้รุ่นพี่ตัวอื่นๆ เลยทีเดียวล่ะ


ข้อดีของการใช้ WordPress Page Builder

– ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น นับเป็นข้อที่ใครๆ ก็ต่างขยาดกลัวกัน แต่ถ้าได้ลองใช้ Page Builder แล้วนั้น จะหมดกังวลไปเลยเรื่องโค้ดต่างๆ เพราะไม่ต้องมีความรู้ในส่วนของโค้ดก็สามารถออกแบบเว็บไซต์ได้ด้วยตนเองแล้วล่ะ

– ใช้งานง่ายมาก 

– มีรูปแบบ Template ให้แบบสำเร็จรูป 

– ปรับแต่งได้ทุกเวลาและทุกที่

– ส่งต่องานง่าย หากจะส่งต่อให้คนอื่นก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องมานั่งรื้อโค้ดใหม่


ข้อเสียของการใช้ WordPress
Page Builder

– Page Builder บางตัว อาจจะมีข้อมูลโค้ดหนักมาก ทำให้โปรแกรมอาจจะทำงานได้ช้า

– ต้องปรับแต่งแก้ไขให้เสร็จทีละหน้า เพราะไม่อย่างงั้นจะกลายร่างเป็น Shortcode ทันที

– ต้องอาศัยการอัปเดตเวอร์ชันของโปรแกรมอยู่เรื่อยๆ เพราะอาจจะเกิดปัญหาในการใช้งานร่วมกับ WordPress หรือ Plugin อื่นๆ 


และนี่แหละ นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้พวกเราได้เห็นประจักษ์พร้อมๆ กันแล้วว่า เทคโนโลยีในโลกออนไลน์ยุคสมัยนี้มีความก้าวไกลแบบไม่หยุดอยู่กับที่แบบจริงๆ เพียงแต่เครื่องมือเหล่านี้อาจจะดูเป็นของใหม่สำหรับพวกเรา แต่หากเราลองหันมาให้ความสำคัญกับมันดูสักหน่อย ฝึกฝนกันสักนิด จะรู้เลยว่าเจ้า Page Builder มีอะไรดีๆ คุ้มค่ากับเวลาและเงินที่เราจะต้องเสียให้แน่นอน แล้วจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันได้เลยว่า รู้งี้เลือกใช้ไปนานแล้ว!

Read Also: ปลั๊กอิน WordPress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจจะทำเว็บไซต์จาก WordPress ด้วยตัวเองแล้วกำลังมองหา Web Hosting สำหรับ WordPress ลองพิจารณาแพ็กเกจเว็บโฮงติ้งจากเราดู สามารถย้ายโฮสได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไร้สัญญาผูกมัด สามารถใช้ร่วมได้กับทุกรูปแบบธุรกิจ รู้แบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจของคุณต้องเสี่ยงกับปัญหาและเปลี่ยนมาเพิ่มทั้งโอกาสและความมั่นใจโดยให้ VPS HiSpeed ของเราช่วยดูแลเว็บไซต์ของคุณดีกว่าครับ สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181 , 096 238 7242 , 082 018 9138

แนะนำ WordPress Hosting แบบละเอียดและเข้าใจง่าย

แนะนำ WordPress Hosting แบบละเอียดและเข้าใจง่าย

ทุกวันนี้เว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ที่ขาดไปไม่ได้ เพราะช่วยเพิ่มทั้งกำไรและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยแพลตฟอร์มที่นิยมใช้กันก็คือ WordPress และการที่จะมีเว็บไซต์บน WordPress ที่ดีต้องควบคู่กับการเลือกโฮสติ้งที่ดีด้วยเช่นกัน วันนี้ VPS HiSpeed เลยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ WordPress โฮสติ้ง เพื่อให้ใช้งานกับธุรกิจของทุกท่านได้เหมาะสมมากขึ้นครับ

เริ่มทำความรู้จักกับ WordPress โฮสติ้ง?

WordPress โฮสติ้ง คือ บริการที่นำข้อมูลบนเว็บไซต์ของเราจากแพลตฟอร์ม WordPress นำไปฝากไว้ที่ผู้ให้บริการโฮสติ้งเพื่อทำให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ของเรา สามารถให้ผู้อื่นเข้ามาเยี่ยมชมข้อมูลต่างๆหรือดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านั้นได้ตลอด 24ชั่วโมง และในการช่วยการจัดการ WordPress โฮสติ้ง นั้นเราอาจจำเป็นต้องพึ่ง Managed WordPress Hosting แล้ว Managed WordPress Hosting มีความสำคัญอย่างไรต่อผู้ใช้งานไปทำความเข้าใจให้มากขึ้นกันครับ

Managed WordPress Hosting คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร?

แพคเกจส่วนใหญ่ที่เราได้รับจากบริการ WordPress Hosting จะมีเงื่อนไขหรือฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่บางทีผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะทำความเข้าใจเพื่อใช้งานได้ยากด้วยลักษณะเป็นข้อมูลเฉพาะทาง และหากเกิดข้อผิดพลาด เนื่องจากผู้ใช้งานที่ยังใช้งานได้ไม่ชำนาญอาจจะทำให้ธุรกิจของคุณติดขัดได้ แต่ในทางกลับกันถ้ามีบริการ Managed WordPress Hosting ชีวิตเราจะง่ายขึ้นManaged WordPress Hosting จะทำงานร่วมกับ WordPress โดยตรง และจะช่วยคุณปรับแต่งระบบปฏิบัติการต่างๆรวมถึงตกแต่งเว็บไซต์ของคุณให้ดูน่าใช้ แถมดึงประสิทธิภาพของ WordPress ออกมาให้มากที่สุด

ข้อดี–ข้อเสียของการเลือก Hosting สำหรับ WordPress โดยเฉพาะมีอะไรบ้าง?


ข้อดี

– มีระบบที่พัฒนาเพื่อใช้ร่วมกับ WordPress โดยเฉพาะ

โดยมีระบบ Control Panel อย่าง DirectAdmin โดยที่ DirectAdmin นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในระบบที่มีความปลอดภัยมาก เพราะมีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลาและมีความเร็วสูง ทำให้ยากมากต่อการเจาะระบบจากผู้ไม่หวังดี และสามารถปรับฟังก์ชั่นได้หลากหลาย

– สามารถจำลองตัวอย่างเว็บไซต์ด้วย Staging Server

Staging Sever เป็นระบบสำหรับให้ลูกค้าตรวจสอบงาน ฟังก์ชั่นที่กำลังทดลองหรือยังไม่สมบูรณ์ เอาไว้อัพเดตธีมหรือปลั๊กอินต่างๆ ก่อนเปิดใช้งานจริง หากเราปรับอะไรซักอย่างขึ้นเว็บไซต์จริงเลยก่อนที่จะมีการทำ Staging Sever แล้วเกิดข้อผิดพลาด ลูกค้าอาจจะไม่เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่เรากำลังปรับปรุงหรือแก้ไขอยู่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความเรียบร้อยก่อนเริ่มใช้งานเว็บไซต์จริงเพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพด้วยครับ

Backup ช่วยเพิ่มความมั่นใจ

การ Backup อธิบายง่ายๆ ก็คือ การสำรองข้อมูลนั่นเอง โดยปกติแล้วถ้าหากใช้บริการ Sharing Hosting ก็จะมีระบบการสำรองข้อมูลอัตโนมัติให้อยู่แล้ว แต่ความถี่ในการสำรองข้อมูลก็จะมีระยะเวลาที่อาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า แต่ถ้าหากเราเลือกใช้ WordPress โฮสติ้ง เราสามารถกำหนดการสำรองข้อมูลได้เอง ถือว่าลงทุนเพื่อปลอดภัยที่มากขึ้น

– การ Caching

การทำแคชก็คือการนำข้อมูลที่จำเป็นและถูกเรียกใช้งานบ่อย ๆ มาเก็บไว้ในหน่วยความจำความเร็วสูงที่เรียกว่า Cache ซึ่งจะทำให้ สามารถเรียกใช้ข้อมูลนั้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ รับทราฟฟิคได้มากกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และส่งผลดีต่อเราและผู้ที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ของเรา

– มีค่า Bandwidth ที่สูง

Bandwidth ก็คือ ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ Bandwidth เหมือนกับถนนที่ไว้ส่งข้อมูล ถ้า Bandwidth ต่ำก็เหมือนว่ามีถนนที่ส่งข้อมูลนั้นแคบ ทำให้เมื่อมีข้อมูลในการส่งเยอะขึ้นอัตราการส่งข้อมูลต่ำลงด้วยเช่นกัน

– โยกย้ายข้อมูลได้ง่าย

ถ้าลูกค้าใช้ WordPress แบบ Sharing Hosting อาจจะมีปลั๊กอินที่ช่วยให้เราย้ายเว็บไซต์นั้นได้เอง แต่ถ้าใช้บริการ WordPress โฮสติ้ง โดยเฉพาะจะมีบริการย้ายข้อมูลมาให้ฟรี ซึ่งเราก็ไม่ต้องเหนื่อยย้ายเอง ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะสูญหายรึเปล่า จบงานแบบสบายใจ

ข้อเสีย

– ยังมีผู้ให้บริการที่ให้เลือกใช้บริการได้ไม่มากนัก

การสร้างเว็บไซต์เพื่อการใช้ใช้งานเชิงพาณิชย์หรือบล็อกต่างๆด้วย WordPress ในประเทศไทย อาจจะแพร่หลายกันแค่เฉพาะกลุ่ม ทำให้ตลาดธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ได้ขับเคลื่อนมากพอ ที่จะทำให้ผู้บริการโฮสติ้งทั้งหลายเปิดไลน์ธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเพราะไม่ได้เห็นถึงความต้องการในการใช้งานของกลุ่มที่ใช้ WordPress ที่จะเป็นลูกค้ามากพอ

– ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าโฮสปกติ

ด้วยความที่มีการดูแลกันแบบเฉพาะทางมากกว่าปกติ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่แลกมากับความปลอดภัยและความต้องการของลูกค้าก็มากขึ้นตามไปด้วย

วิธีการเลือก WordPress โฮสติ้ง ที่ดีควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?

มาถึงจุดนี้แล้ว บางท่านอาจมีคำถามตามมาก็คือ แล้ว WordPress โฮสติ้ง ที่ดีควรจะเลือกยังไงดีละ VPS HiSpeed ก็เลยแนะนำ Hosting สำหรับ WordPress ว่าควรคุณสมบัติที่ดีอะไรบ้าง เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการเลือกใช้บริการให้หลายๆ ท่านไม่มากก็น้อยครับ

– PHP เวอร์ชั่นใหม่

PHP ก็คือ ภาษาของคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ยิ่งถ้ามีการอัพเดตเป็นเวอร์ชั่นใหม่มากขึ้นเท่าไรการทำงานก็จะดีขึ้น เช่นการสร้างเนื้อหา การจัดการคำสั่ง การประมวลผลข้อมูลจากผู้ใช้และยิ่งประมวลผลดีเท่าไร ก็จะยิ่งเร็ว ปลอดภัย แถมยังมีฟังก์ชั่นให้เลือกใช้งานมากขึ้นด้วยครับ

– เก็บข้อมูลด้วย SSD

SSD หรือในชื่อเต็มว่า Solid state drive ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการโฮสติ้งควรจะมี เพราะมีการเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ทั่วไปๆ ปัญหาเรื่องการกระจายของไฟล์ที่เจอในฮาร์ดดิสก์และข้อมูลเสียหายก็แทบจะไม่พบใน SSD เลย

– ติดตั้งสะดวกและใช้งานง่าย

ควรหาผู้ให้บริการที่มีจุดเด่นด้านการติดตั้งที่ง่าย ทำให้คุณสะดวกและบางที่ผู้ให้บริการก็พร้อมให้คำให้ปรึกษาทางเทคนิคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยครับ

– ระบบรักษาความปลอดภัย

ในการเลือก Hosting ที่ดีควรคำนึงถึง การักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น การอัพเดต Firewall อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลัดอัตราความเสี่ยงจากการโดนแฮกให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

– การให้บริการหลังการขาย

ควรหาผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะ และต้องพร้อมดูแลแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานให้รวดเร็วตลอด 365 วัน ไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาค้างคาจนเกิดความเสียหายต่อธุรกิจของลูกค้าได้ ถ้าจะให้ดีก็ควรหาผู้บริการที่มาจากประเทศไทยเพื่อการติดต่อที่สะดวกและลดข้อผิดพลาดจากการสื่อสาร

– ตำแหน่งพื้นที่ตั้งของ Data Center

ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ตึก CAT Telecom พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในด้านต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ระบบไฟฟ้าสำรองและระบบปรับอากาศเพื่อลดอุปสรรคและข้อผิดพลาดของเครื่องเซิฟเวอร์

– ราคาที่สมเหตุสมผล

เรื่องราคาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมากๆ เพราะผู้ให้บริการแต่ละบริษัท ก็จะมีแพ็กเกจที่ต่างกัน การเลือก Sharing Hosting ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำก็อาจจะต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงของไวรัสที่ติดมาจากเว็บไซต์อื่นที่คุณร่วมแชร์เซิฟเวอร์ด้วย  หรือการย้ายเว็บไซต์ไปยัง Host ที่มีแต่เว็บไซต์ของคุณคนเดียวแต่ก็ต้องพบกับค่าใช้จ่ายที่สูงและพื้นที่มากเกินความจำเป็น 

จะดีกว่าไหมถ้าคุณมีพื้นที่เก็บเว็บไซต์ที่ราคาไม่แพงเกินไป มีพื้นที่เก็บข้อมูลที่ตรงกับการใช้งาน ปลอดภัยและเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณโดยผู้บริการ Hosting สำหรับ WordPress ที่แนะนำคือ VPS Hispeed ผู้บริการ Hosting อันดับหนึ่งในประเทศไทย ด้วยระบบ VPS การันตีด้วยค่า Uptime 99.9% มีความปลอดภัยสูงเพราะไม่ต้องแชร์เซิฟเวอร์ร่วมกับเว็บไซต์อื่นๆ ติดตั้งระบบได้ง่าย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือกรณีที่เกิดปัญหาโดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยทีมงานในประเทศตลอด 24 ชั่วโมง

VPS HiSpeed สามารถปรับแต่ง VPS ได้ตามความต้องการของลูกค้า หรือเมื่อต้องการอยากย้ายมาใช้บริการของเราก็สามารย้ายโฮสได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไร้สัญญาผูกมัด สามารถใช้ร่วมได้กับทุกรูปแบบธุรกิจ รู้แบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจของคุณต้องเสี่ยงกับปัญหาและเปลี่ยนมาเพิ่มทั้งโอกาสและความมั่นใจโดยให้ VPS HiSpeed ของเราช่วยดูแลเว็บไซต์ของคุณดีกว่าครับ สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181 , 096 238 7242 , 082 018 9138

Directadmin คืออะไร? เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ยังไงกับ Web Hosting

Directadmin คืออะไร? เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ยังไงกับ Web Hosting

คนที่ไม่เคยเปิดใช้บริการเว็บไซต์ หรือมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอาจจะไม่คุ้นว่า directadmin คืออะไร หรือ directadmin มีวิธีใช้งานยังไง แต่สำหรับคนทำเว็บ หรือคนที่คิดจะทำ ยังไงก็ต้องศึกษาและทำความรู้จักกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปดูเกี่ยวกับ directadmin ว่ามันคืออะไร ราคาเท่าไหร่ มีวิธีใช้งานยังไง และช่วยคุณได้ยังไงบ้าง

Directadmin คือ

Directadmin คือ เว็บคอนโทรลพาเนล ที่เอาไว้จัดการส่วนต่างๆ ของ Web Hosting และ Website นั่นเอง ซึ่งมันจะทำให้เราควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อย่างสะดวก ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดการทุกอย่างผ่านเว็บไซต์ GUI ที่ใช้งานได้ง่ายดาย รวดเร็ว มือใหม่ก็สามารถเรียนรู้และกดคำสั่งที่ต้องการได้ภายในไม่กี่คลิก 

อีกทั้ง directadmin Hosting นั้นก็มีการ Setup ที่ไม่ยุ่งยาก และใช้งานได้ง่ายดายมาก มีความเสถียร และรองรับการทำงานได้หลายอย่าง จัดการส่วนต่างๆ แทบทั้งหมดในเว็บไซต์ได้ภายในหน้าเดียว จึงทำให้ได้รับความนิยมสูงมากในเหล่าผู้สร้างและใช้งานเว็บไซต์

Directadmin มีจุดเด่นยังไง ทำไมใครๆ ก็หลงรัก

สำหรับ Directadmin นั้นเราแทบจะไม่ต้องถามถึงวิธีใช้งานเลยล่ะครับ เพราะจุดเด่นของเค้าเลยก็คือเรื่องการใช้งานง่าย มีแผงควบคุมที่เร็วที่สุด มีความยืดหยุ่นเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานทุก Hosting อย่างครอบคลุม และที่สำคัญคือ มีเครื่องมือที่สามารถสำรองข้อมูลได้ตามที่เราต้องการ จะสร้างบัญชีรายชื่อ หรือลบข้อมูลอะไร ก็ทำได้ง่ายดายและรวดเร็ว

เบื้องหลังความนิยมของ Directadmin 

หลังจากทำความเข้าใจไปแล้วว่า directadmin คืออะไร ทีนี้มาดูเบื้องหลังความสำเร็จของมันบ้างดีกว่า สาเหตุที่ทำให้ directadmin Hosting ได้รับความนิยมสูงก็เพราะราคา directadmin นั้นถูกมาก ถ้าเทียบกับฟีเจอร์ที่ครบครันขนาดนี้ สามารถจัดการพื้นฐานทุกอย่างที่เราต้องการได้ทันทีในราคาไม่แพง 

เปรียบเทียบความต่าง Directadmin กับ cPanel

จริงๆ แล้ว Directadmin Setup จะมีคู่แข่งอีกตัวหนึ่งคือ cPanel ซึ่งมีราคาที่แพงกว่ากันเยอะครับ และถึงแม้ฟีเจอร์ของ Directadmin จะด้อยกว่าสักนิดสักหน่อย อย่างในเรื่องของการ Build Apache และเวอร์ชั่นของ PHP ตัว cPanel ก็สามารถทำได้อย่างดี และสามารถควบคุมการใช้งานของแต่ละ User ได้ดีกว่า ทั้งเรื่อง Log และเรื่อง Monitor หรือการตรวจสอบสาเหตุของ Server เวลามีปัญหาต่างๆ ก็โอเคกว่า Directadmin อย่างชัดเจน 

แต่ถ้าเทียบความต่างด้านราคาที่มากเกินไปก็ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากว่า Directadmin คุ้มค่ากว่ากันเยอะ ถึงแม้จะมีออฟชั่นให้เลือกใช้น้อยกว่า แต่ก็ใช้งานง่าย Directadmin Setup ไม่ยาก และที่สำคัญคนไทยนิยมใช้กันมากเลยล่ะครับ ทำให้หาข้อมูลต่างๆ ได้ไม่ยาก และมีการสอนถึงเทคนิคการใช้งานเยอะมาก 

สุดท้ายแล้วถ้าเพื่อนๆ ใช้งาน WordPress และเป็นมือใหม่สำหรับการใช้งานเว็บไซต์ ไม่ได้ต้องการลงลึกรายละเอียดอะไรขั้นแอดวานซ์มากมาย การใช้งาน Directadmin ที่มีราคาถูกกว่าก็นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยประหยัดต้นทุนในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ เพราะสุดท้ายแล้วมันสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้แทบจะไม่แตกต่างกันในเรื่องของพื้นฐาน แถม Directadmin วิธีใช้ และราคา รวมถึงการ Setup ก็ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย 

VPS Hispeed เองก็ไว้วางใจในตัว Directadmin ด้วยเหตุผลที่ Directadmin นั้นทั้งใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยสูง ถือเป็น Control Panels ที่ปลอดภัยมาก เจาะระบบเข้าได้ยากมาก VPS Hispeed มีแพ็กเกจ VPS DirectAdmin ให้เลือกหลากหลายแบบตั้งแต่แบบพื้นฐานไปจนถึงแอดวานซ์ เหมาะกับผู้ใช้งานทุกรูปแบบ