ยิ่งเทรด ยิ่งหน่วง หรือหน่วงตั้งแต่ยังไม่เทรด เหตุเพราะ EA ที่ใช้

Forex EA หรือบอท จัดเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการเขียนโปรแกรมในลักษณะคล้าย Plug-In เพื่อใช้งานร่วมกับ MetaTrader ในการเทรดฟอเร็กซ์ และแบบอัตโนมัติ โปรแกรมพวกนี้เองก็มีทั้งที่เขียนโค้ดมาดี และไม่ดี คล้ายกับการลงแอปในมือถือที่ลงแล้วบางเครื่องก็ใช้งานได้ลื่นดี บางเครื่องก็อืด หรือเด้งบ่อยๆ

หากคุณได้ EA ที่ไม่ดีจะส่งผลต่อการเทรด Forex ของคุณอย่างไรบ้าง

  • MetaTrader ทำงานหนัก และช้า
  • ส่งผลต่อการใช้งาน CPU ที่สูงเกินจำเป็น
  • ใช้ RAM สูงกว่าปกติ
  • เกิดอาการค้างเมื่อเปิดเทรดทิ้งไว้เป็นเวลานาน

หากคุณเทรด Forex ด้วยมือแล้วทุกอย่างดูไหลลื่นเป็นปกติ แต่เมื่อเปิดบอทแล้วโปรแกรมกลับทำงานได้ช้าลง คุณอาจจะต้องลองเช็คที่ตัวบอท หรือ EA กันซะหน่อย ในเบื้องต้นอาจจะลองติดตั้งโปรแกรมใหม่ทั้งหมด แต่หากไม่หายคุณอาจจะต้องลองเปลี่ยนไปใช้ EA ตัวอื่น

ใช้ EA ตัวเดียวกับเพื่อน แต่เทรดได้ไม่ดีเท่า เกิดจากอะไร?

ไม่แปลกเลยครับ เพราะ EA มักจะก่อปัญหาจุกจิกในการเทรด Forex ได้ตลอดเมื่อ

  • 1. EA ตัวเดียวกัน แต่ต่าง Broker ก็ให้ผลที่ต่างได้
    นักเทรดมือโปรหลายคนจะใช้วิธีการเปิดหลายๆ แอคเคานท์ และเลือกโบรเกอร์ที่แตกต่างกันไป เพื่อทดสอบความสามารถ และการทำงานของ EA ตัวหนึ่ง ว่าทำงานได้ดีที่สุดบน Broker ใด
  • EA ตัวเดียวกัน แต่ต่างเวอร์ชั่น MetaTrader
    เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่บางครั้งเราก็เจอแจ็คพอต อัพเดต MT4 ไปใช้เวอร์ชั่นที่สูงกว่า (Build) ทำให้โปรแกรมหน่วง ช้า หรือรันไม่ได้ เช่น เดิมรันบน MT4 Build 1118 และอัพเกรดเป็น Build 1170

อยากเทรด Forex ลื่นๆ ต้องมีเทคนิคในการตั้งค่า

เทรดลื่นกว่าเดิมด้วยเทคนิคการตั้งค่า CPU และปรับลดตัวเลขของ Chart Bar เพื่อลดการใช้ CPU และ RAM ***ยิ่งถ้าคุณเทรดหนักแล้วละก็ การตั้งค่าเหล่านี้ยิ่งจำเป็นมากๆ ลองดูรายการตั้งค่าที่จำเป็นได้ที่นี้เลย

7 ข้อที่คุณต้องทำ! ก่อนเปิดเว็บใหม่ ฉบับ WordPress

Directory หรือ Link Structure ที่เข้าใจง่าย

วาง Directory ของเว็บไห้เรียบร้อย โดยแยกกลุ่มเนื้อหาแต่ละประเภทออกจากกันให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น

หากจะมีบล็อกภายในเว็บควรวางโครงสร้างลิงก์เป็น

www.example.com/blog/content.html

www.example.com/blog/topicgroup/content.html

ไม่ควรใช้ www.example.com/content.html

หากเว็บของคุณมีสินค้าหรือบริการหลายกลุ่มควรวางโครงสร้างลิงก์เป็น

www.example.com/productgroup/productname.html

ไม่ควรใช้ www.example.com/productname.html

เหตุที่ต้องจัดแบ่งโครงสร้างลิงก์ให้ชัดเจนแบบนี้ก็เพื่อคะแนน SEO เพราะโครงสร้างลิงก์ที่แบ่งกลุ่มเนื้อหาอย่างมีระเบียบ ช่วยให้บอทของ Search Engine เข้าใจเนื้อหาภายในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และยังสะท้อนให้เห็นถึงความง่ายต่อผู้ใช้หรือ User Experience อีกด้วย

การตั้งค่าความปลอดภัย

สำหรับการสร้างเว็บด้วย WordPress วันดีคืนดีก็อาจจะมีเรื่องปวดหัว จากการถูกโจมตีโดยแฮกเกอร์ ทำเว็บล่ม หรือแม้แต่การไม่สามารถเข้าถึงหลังบ้านได้ ซึ่งก่อนการขึ้นเว็บคุณควรจะมีการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าเพื่อเสริมความปลอดภัย เราได้รวบรวมวิธีเสริมความปลอดภัยทำได้ง่าย 15 ข้อไว้ที่นี้แล้ว

การทำ Redirect

หลายครั้งที่เราทำหน้าเว็บพิเศษสำหรับเสนอโปรโมชั่นส่วนลด หรือตามช่วงเทศกาล บางครั้งผู้ใช้ก็ Bookmark หน้าเหล่านี้ไว้ แต่เมื่อเปิดกลับมาก็กลายเป็น HTML 404 Error ซะงั้น (เพราะหมดโปรเราก็ลบหน้านั้น ๆ ออกไป) ดังนั้นจะดีกว่าไหมถ้าเปลี่ยนจาก 404 Error มาเป็นการ Redirect ลิงก์ที่ถูกลบมายังหน้าหลักของเว็บไซต์

สำหรับคนใช้งาน WordPress สามารถติดตั้งปลั๊กอิน Redirect ที่จะช่วยดึงผู้ใช้ที่ไปยังหน้าหลักโดยอัตโนมัติ หรือเรายังสามารถบังคับการ Redirect จากลิงก์เก่า ไปยังลิงก์ใหม่ได้อีกด้วย

ตรวจสอบ PHP Memory

PHP Memory หากเว็บไซต์ของคุณมีฟังก์ชั่นในการทำงานจำนวนมาก เช่นมีระบบสมาชิก และมีปลั๊กอินต่าง ๆ ที่ใช้หลายตัว คุณควรเพิ่ม PHP Memory ไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อย่างเช่นปัญหาสุดคลาสสิคนั้นคือ Cannot Establish Database และ PHP Memory Exhaust โดยสามารถเพิ่ม PHP Memory ได้ผ่านการตั้งค่าของโอสต์ และการแก้ไขไฟล์ง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  • เปิดไฟล์ wp-config.php โดยการเชื่อมต่อผ่าน FTP (ควรใช้ SFTP เพื่อความปลอดภัย)
  • ค้นหาบรรทัดที่มีข้อความ ‘That’s all, stop editing! Happy blogging.’ และใส่โค้ดต่อไปนี้ define( 'WP_MEMORY_LIMIT', '256M' ); ลงไปก่อนหน้าบรรทัดนี้
  • อาจเปลี่ยนจาก 256 เหลือเพียง 128 ก็ได้ (ค่ามาตรฐานเดิมส่วนใหญ่คือ 64 MB)

ติดตั้ง SSL

ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่เว็บต้องมีให้กับผู้ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งแบบฟรี และแบบเสียค่าบริการ ปัจจุบันการติดตั้ง SSL ฟรี สามารถได้ง่าย ตัวอย่างเช่นเมื่อคุณเช่าโฮสต์กับ VPS HiSpeed เรามีระบบ Direct Admin ที่ช่วยให้คุณติดตั้ง SSL ฟรีได้ง่ายๆ

SSL มีทั้งหมด 3 ระดับ แต่ละระดับแตกต่างกันอย่างไร คลิกเพื่ออ่านต่อ

Facebook Thumbnail Preview

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อทำเว็บก็คือการแชร์ไปโปรโมตบน Facebook และหลายคนก็มักจะเจอกับปัญหา Tag Open Graph (OG Tag) ในการเลือกภาพที่ใช้พรีวิวเวลาแปะลิงก์บนเฟซบุ๊ค โดยคำแนะนำที่ง่ายที่สุดจากเราคือการใช้ Yoast SEO ที่จะมีฟังก์ชั่นในการกำหนดภาพที่คุณต้องการให้แสดงเป็น Facebook Thumbnail ของแต่ละหน้าเว็บ

เพิ่มความเร็วให้กับเว็บไซต์และ SEO

ความเร็วในการโหลดเว็บเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคะแนน SEO ของเว็บไซต์ การเลือกใช้ไฟล์ภาพที่เบา และการออกแบบโค้ดที่ไม่ซ้ำซ้อนจะช่วยให้เว็บไซต์โหลดได้ไวขึ้น รวมถึงการใช้เทคนิคโหลดไวอย่าง Lazy Load และการทำ Caching ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพ และความเร็วของเว็บไซต์ให้สูงขึ้น

รู้จักการทำ Lazy Load

อะไรบ้างที่กำลังเป็นตัวถ่วงให้เว็บคุณช้า

เช็คประสิทธิภาพของเว็บไซต์

ตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บ และเช็คความซ้ำซ้อนของโค้ดต่างๆ ด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่จะช่วยให้เว็บของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3 เครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บไซต์จาก Google

5 เทรนด์การออกแบบเว็บในปี 2020

1. ลดภาพ มากฟอนต์

ดีไซน์การออกแบบที่เน้นการใช้ Typography ในงานตกแต่งมากขึ้น และหนึ่งในสไตล์การตกแต่งด้วยฟอนต์ที่กำลังเป็นที่นิยมคือการเล่นฟอนต์ตัวหนาบนภาพ และหัวเรื่องต่างๆ ซึ่งการเล่นฟอนต์นี้เองก็มักจะมาคู่กับ Asymmetric Design เพื่อทำให้การฟอนต์ และข้อความดูมีสไตล์ น่าอ่านมากขึ้น

2. สร้างความต่างด้วยฟอนต์ Serif

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุค Flat Design การออกแบบเว็บโดยส่วนใหญ่นิยมใช้ฟอนต์แบบ Sans Serif (ฟอนต์ไม่มีเชิง) ที่เรียบง่าย และมันก็กลายเป็นเทรนด์ที่ทุกเว็บ ทุกธีมของ WordPress ต่างก็ใช้กัน ซึ่งก็อาจทำให้เว็บไซต์ดูจำเจ น่าเบื่อ การใช้ฟอนต์มีเชิง หรือ Serif จะช่วยเพิ่มความสนทุรีย์ในการออกแบบ หรือในกรณีที่ใช้ฟอนต์ Serif เป็นหัวเรื่อง ตามด้วยหาที่เป็นฟอนต์ Sans Serif ก็จะช่วยแยกเนื้อหาแต่ละก้อนออกจากกันได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

3. ฟอร์แมตภาพ WEBP ที่มากขึ้น

WebP (พัฒนาโดย Google) เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงปลายปี 2018 และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2019 ด้วยคุณสมบัติที่บีบอัดไฟล์ได้เบากว่า JPEG มากถึง 2-3 เท่า (โดยคงคุณภาพของภาพเท่าเดิม) แถมยังรองรับภาพแบบไม่มีสีพื้น (Transparency) และเคลื่อนไหวได้ด้วย เรียกว่าเป็นการยำ JPEG, PNG และ GIF ไว้ในไฟล์เดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการออกแบบเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ใช้บริการของ WordPress สามารถใช้ไฟล์ WebP ได้โดยการติดตั้ง Plug-In ที่จะช่วยในการแปลงไฟล์ JPG, PNG หรือ GIF เป็น WebP โดยปลั๊กอินเหล่านี้จะช่วยยังช่วยให้เว็บแสดงผลภาพได้ตามปกติแม้ในกรณีที่เบราเซอร์อย่าง Safari ไม่รองรับ WebP

4. ดีไซน์ Single Page Website จะทำ Menu Silder ถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้จำนวนการเข้าชมหน้าเว็บอื่นๆ ลดลง

Single Page Website ยังคงเป็นแนวการออกแบบที่มาแรงต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะทั้งทำได้ง่าย และตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ชินกับการ “ปัด” ขั้นลง ซ้ายขวา ทว่าความง่ายเพียงแค่ใช้นิ้วเลื่อนี้ทำให้พฤติกรรมในการกดดูเมนู 3 ขีดที่เรียกว่า “Hamburger Menu” หรือ Menu Slider น้อยลงไปด้วย

สาเหตุก็เพราะดีไซน์แบบ Single Page เป็นการรวมเนื้อหาทั้งหมด (อย่างย่อ) ไม่ว่าจะเป็น จุดขาย ข้อมูลแบรนด์ และรายการสินค้า ไว้ในหน้าเดียว เมื่อผู้เข้าชมอยากรู้ว่าเว็บเรามีอะไรบ้างก็แค่ลากจากบนลงล่าง และเมื่ออยากอ่านเพิ่มเติมในหัวข้อใดๆ ก็จะกด “ดูรายการสินค้าทั้งหมด”, “ดูรายละเอียดเพิ่มเติม” เหล่านี้แทน ทำให้ Menu Slider แทบไม่ถูกใช้เลยก็ว่าได้ และหากลูกค้าได้คำตอบที่เขาต้องการในหน้าเดียวนี้แล้ว ก็จะไม่เกิดการกดเข้าชมหน้าอื่นๆ และส่งผลให้ Internal Traffic ภายในตัวเว็บลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ SEO ได้เช่นกัน

5. Push Notification และ Progressive Web Apps (PWA)

ในยุคที่จะทำอะไรก็ต้องผ่านเบราเซอร์ และความนิยมในการโหลดแอปลดน้อยลง การออกแบบเว็บให้มีคุณสมับติให้มีความเสมือนแอปไปในตัวจึงกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่เครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บหลายตัวเพิ่มเกณฑ์วัดคะแนน PWA ของตัวเว็บไซต์

Progressive Web Apps  เป็นการออกแบบ Mobile Site ให้มีคุณสมบัติเสมือนเป็นแอปพลิเคชั่น ด้วยฟังก์ชั่นการเก็บข้อมูลเว็บ (Cache) ให้สามารถเปิดใช้ได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการเพิ่มฟังก์ชั่น Push Notification เพื่อเว็บสามารถแจ้งเตือนบทความ และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ด้วย

เพิ่มสปีดเว็บให้โหลดเร็วขึ้น 50%! ด้วย Lazy Load

ในยุคที่การทำเว็บเน้นออกแบบให้ “ครบ จบ ในหน้าเดียว” หรือที่เรียกว่า One Page Design เพื่อให้ผู้ใช้เว็บสะดวกดูข้อมูลเพียงแค่เลื่อนขึ้น หรือลง ก็ทำให้หลายเว็บๆ มีหน้าเว็บที่หนักขึ้นเพราะต้องยัดทุกอย่างไว้ในหน้าเดียว และสิ่งที่กินเวลาในการโหลดมากนั้นก็คือ ภาพ และวิดีโอ

หลายคนคิดว่าการแปะ YouTube จะช่วยให้เว็บโหลดเร็วขึ้นกว่าการนำวิดีโอมาลงในเว็บเอง แต่สคริปท์ที่ใช้สำหรับการลิงก์ยูทูปที่เรียกว่า iFrame นั้นก็หนักมากถึง 600kb เลยทีเดียวนะ!

การทำงานของ Lazy Load… โหลดเบาๆ เอาที่จำเป็นก่อน


ปกติหน้าเว็บจะแสดงผลโดยโหลดทุกสิ่งอย่างพร้อมกัน แต่การทำ Lazy โหลดคือการตั้งค่าให้โหลดเฉพาะบางส่วนของเว็บ แล้วปิดส่วนอื่นๆ ไว้จนกว่าผู้ใช้จะเลื่อนไป คล้ายๆ เว็บคลังภาพอย่าง Pinterest ที่จะโหลดเนื้อหาเพิ่มต่อเมื่อเลื่อนลงไปสุดขอบ (เรียกว่า Infinity Scroll) หรืออย่างบางเว็บที่เมื่อเลื่อนลงมาสุดแล้วจะมีให้กดแสดงผลเพิ่ม เพื่อโหลดข้อมูลเพื่อม และเลื่อนดูต่อ

ข้อดี และข้อเสียของ Lazy Load


แน่นอนว่าข้อดีก็คือการเพิ่มความเร็วของเว็บที่เร็วขึ้นได้สูงสุดเกือบเท่าตัว รวมถึงมีประโยชน์ต่อการใช้งานในหน้าที่มีลักษณะเป็น Infinite Scroll อย่างหน้า Blogs ของเว็บไซต์ เป็นต้น

ส่วนของข้อเสียหลักนั้นคือผลกระทบต่อ SEO เพราะการซ่อนเนื้อหาบางส่วนของเว็บไว้ด้วย Lazy Load ทำให้บอทของ Google ไม่สามารถค้นเจอได้ และอาจทำให้ ลิงก์ ข้อความ หรือคีย์เวิร์ดบางตัวนั้นหายไปจากหน้าเว็บ

  1. ซึ่งหากเป็นกรณีเนื้อหาหน้า Blog เราสามารถนำลิงก์เนื้อหาที่ถูกซ่อนภายใน Lazy Load ไปใส่ไว้ในรายการหน้าเว็บของเราใน Google Search Console ได้ (เป็นการบังคับให้บอทของ Google ต้องเขามาดู และ Index หน้านั้นๆ เข้าไปทันที โดยไม่ต้องรอให้บอทมาตามหาเอง ซึ่งก็อาจจะหาไม่เจอจากการถูกซ่อนไว้ด้วย Lazy Load)
  2. แต่ในกรณีที่ใช้ Lazy Load กับหน้าแรก ในลักษณะที่เป็นการไล่โหลดส่วนต่างๆ ของหน้าเว็บเมื่อผู้เข้าชมค่อยๆ เลื่อนลงไป กรณีนี้อาจเป็นปัญหาใหญ่อยู่ทีเดียว เพราะนั้นอาจเท่ากับว่าบอทจะไม่เห็นเนื้อหาส่วนล่างเกือบทั้งหมดของเว็บ ดังนั้นการนำเทคนิค Lazy Load มาใช้กับหน้าแรกจึงนิยมใช้ในลักษณะของการซ่อนแค่ ภาพ และวิดีโอ ให้ค่อยๆ โหลดขึ้นมา แต่ยังคงโหลดเนื้อหาที่เป็นข้อความขึ้นมาทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อให้บอทสามารถเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดได้

Lazy Load ส่วนไหนของเว็บได้บ้างที่ทำให้เว็บเร็วขึ้น และไม่กระทบ Search Engine

  1. เฉพาะจุด โดยยังคงแสดงหน้าเว็บ และโครงเนื้อหาเต็มทั้งหมด แต่ซ่อนเฉพาะไฟล์ภาพ วิดีโอ ซึ่ง Plug-In Lazy Load สำหรับ WordPress ส่วนใหญ่จะรองรับแค่การทำ Lazy Load กับภาพ หรือวิดีโออยู่แล้ว ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ Rocket Lazy Load และ BJ Lazy Load
  2. สำหรับหน้า Blog ไม่จำเป็นต้องใช้ Lazy Load แต่ใช้เป็นการเลือกหมายเลขหน้าแทน แต่หากต้องการเปลี่ยนมาใช้ Lazy Load ในลักษณะ Infinite Scroll สามารถใช้ปลั๊กอินในการทำจาก WordPress ได้เช่นกัน

นอกจาก Lazy Load อย่างอื่นที่คุณต้องทำเพื่อเพิ่มความเร็วด้วย ลองมาดูกันว่า อะไรบ้างที่ทำให้เว็บ WordPress ของคุณโหลดช้า

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

15 วิธีการตั้งค่าเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ WordPress

ปลั๊กอิน wordpress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

แนะนำ WordPress Hosting แบบละเอียดและเข้าใจง่าย

DNS Servers ของ VPS HiSpeed

นี่คือ DNS servers ของเรา:

ns1.vpshispeed.com 103.13.228.12
ns2.vpshispeed.com 103.13.228.13

เรายังมี:
ns3.vpshispeed.com 178.21.118.79 ซึ่งมีไว้สำหรับการซ่อมบำรุงโฮสต์เนมของลูกค้าเท่านั้น กรุณาอย่านำไปใช้ทำอย่างอื่น