Directadmin คืออะไร? เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ยังไงกับ Web Hosting

Directadmin คืออะไร? เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ยังไงกับ Web Hosting

คนที่ไม่เคยเปิดใช้บริการเว็บไซต์ หรือมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอาจจะไม่คุ้นว่า directadmin คืออะไร หรือ directadmin มีวิธีใช้งานยังไง แต่สำหรับคนทำเว็บ หรือคนที่คิดจะทำ ยังไงก็ต้องศึกษาและทำความรู้จักกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปดูเกี่ยวกับ directadmin ว่ามันคืออะไร ราคาเท่าไหร่ มีวิธีใช้งานยังไง และช่วยคุณได้ยังไงบ้าง

Directadmin คือ

Directadmin คือ เว็บคอนโทรลพาเนล ที่เอาไว้จัดการส่วนต่างๆ ของ Web Hosting และ Website นั่นเอง ซึ่งมันจะทำให้เราควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อย่างสะดวก ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดการทุกอย่างผ่านเว็บไซต์ GUI ที่ใช้งานได้ง่ายดาย รวดเร็ว มือใหม่ก็สามารถเรียนรู้และกดคำสั่งที่ต้องการได้ภายในไม่กี่คลิก 

อีกทั้ง directadmin Hosting นั้นก็มีการ Setup ที่ไม่ยุ่งยาก และใช้งานได้ง่ายดายมาก มีความเสถียร และรองรับการทำงานได้หลายอย่าง จัดการส่วนต่างๆ แทบทั้งหมดในเว็บไซต์ได้ภายในหน้าเดียว จึงทำให้ได้รับความนิยมสูงมากในเหล่าผู้สร้างและใช้งานเว็บไซต์

Directadmin มีจุดเด่นยังไง ทำไมใครๆ ก็หลงรัก

สำหรับ Directadmin นั้นเราแทบจะไม่ต้องถามถึงวิธีใช้งานเลยล่ะครับ เพราะจุดเด่นของเค้าเลยก็คือเรื่องการใช้งานง่าย มีแผงควบคุมที่เร็วที่สุด มีความยืดหยุ่นเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานทุก Hosting อย่างครอบคลุม และที่สำคัญคือ มีเครื่องมือที่สามารถสำรองข้อมูลได้ตามที่เราต้องการ จะสร้างบัญชีรายชื่อ หรือลบข้อมูลอะไร ก็ทำได้ง่ายดายและรวดเร็ว

เบื้องหลังความนิยมของ Directadmin 

หลังจากทำความเข้าใจไปแล้วว่า directadmin คืออะไร ทีนี้มาดูเบื้องหลังความสำเร็จของมันบ้างดีกว่า สาเหตุที่ทำให้ directadmin Hosting ได้รับความนิยมสูงก็เพราะราคา directadmin นั้นถูกมาก ถ้าเทียบกับฟีเจอร์ที่ครบครันขนาดนี้ สามารถจัดการพื้นฐานทุกอย่างที่เราต้องการได้ทันทีในราคาไม่แพง 

เปรียบเทียบความต่าง Directadmin กับ cPanel

จริงๆ แล้ว Directadmin Setup จะมีคู่แข่งอีกตัวหนึ่งคือ cPanel ซึ่งมีราคาที่แพงกว่ากันเยอะครับ และถึงแม้ฟีเจอร์ของ Directadmin จะด้อยกว่าสักนิดสักหน่อย อย่างในเรื่องของการ Build Apache และเวอร์ชั่นของ PHP ตัว cPanel ก็สามารถทำได้อย่างดี และสามารถควบคุมการใช้งานของแต่ละ User ได้ดีกว่า ทั้งเรื่อง Log และเรื่อง Monitor หรือการตรวจสอบสาเหตุของ Server เวลามีปัญหาต่างๆ ก็โอเคกว่า Directadmin อย่างชัดเจน 

แต่ถ้าเทียบความต่างด้านราคาที่มากเกินไปก็ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากว่า Directadmin คุ้มค่ากว่ากันเยอะ ถึงแม้จะมีออฟชั่นให้เลือกใช้น้อยกว่า แต่ก็ใช้งานง่าย Directadmin Setup ไม่ยาก และที่สำคัญคนไทยนิยมใช้กันมากเลยล่ะครับ ทำให้หาข้อมูลต่างๆ ได้ไม่ยาก และมีการสอนถึงเทคนิคการใช้งานเยอะมาก 

สุดท้ายแล้วถ้าเพื่อนๆ ใช้งาน WordPress และเป็นมือใหม่สำหรับการใช้งานเว็บไซต์ ไม่ได้ต้องการลงลึกรายละเอียดอะไรขั้นแอดวานซ์มากมาย การใช้งาน Directadmin ที่มีราคาถูกกว่าก็นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยประหยัดต้นทุนในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ เพราะสุดท้ายแล้วมันสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้แทบจะไม่แตกต่างกันในเรื่องของพื้นฐาน แถม Directadmin วิธีใช้ และราคา รวมถึงการ Setup ก็ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย 

VPS Hispeed เองก็ไว้วางใจในตัว Directadmin ด้วยเหตุผลที่ Directadmin นั้นทั้งใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยสูง ถือเป็น Control Panels ที่ปลอดภัยมาก เจาะระบบเข้าได้ยากมาก VPS Hispeed มีแพ็กเกจ VPS DirectAdmin ให้เลือกหลากหลายแบบตั้งแต่แบบพื้นฐานไปจนถึงแอดวานซ์ เหมาะกับผู้ใช้งานทุกรูปแบบ

แนะนำการเลือก Hosting สำหรับ WordPress เลือกยังไงไม่ให้มีปัญหาทีหลัง

แนะนำการเลือก Hosting สำหรับ WordPress เลือกยังไงไม่ให้มีปัญหาทีหลัง

มั่นใจว่ามีเพื่อนๆ หลายคนที่เริ่มทำธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างนี้แล้วอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งการจะเปิดเว็บไซต์ที่ดีก็ต้องใช้บริการ WordPress Hosting ที่คนแนะนำกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างเสถียร และไม่มีปัญหาตามมานั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ ก็คงอยากจะรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า Web Hosting WordPress ที่ไหนดีกว่ากัน หรือ Hosting สำหรับ WordPress ตัวไหนดีที่สุด เอาเป็นว่าก่อนที่เราจะไปหาคำตอบเรื่องนี้ เราไปทำความรู้จักกับ Hosting ให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า 

Hosting สำหรับ WordPress คืออะไร

Hosting ก็คือ พื้นที่ฝากไฟล์เว็บไซต์เราเนี่ยแหละ ซึ่งเราเองต้องเอาเว็บไซต์ของตัวเองไปฝากไว้ที่ผู้บริการ Hosting เพื่อให้เว็บไซต์นั้นออนไลน์อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหยุด และผู้ให้บริการก็จะจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างของเว็บเราไว้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ให้คนเข้าชมเว็บเราได้ตลอดเวลา 

แต่ใช่ว่า Hosting ทุกที่บนโลกใบนี้จะเหมือนกัน เพราะแต่ละเจ้าที่ให้บริการ Hosting WordPress ก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แถมมีประเภทให้เลือกมากถึง 3 ประเภทเลยด้วย เพราะฉะนั้นก่อนจะเปิดเว็บไซต์ของตัวเอง เราต้องผ่านการเลือก Hosting อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจกันก่อน 

แนะนำประเภทของ WordPress Hosting แต่ละตัว พร้อมข้อดี ข้อเสีย

อย่างที่บอกไปว่าการเลือก Hosting นั้นต้องเลือกให้ดี ถ้าเลือก Hosting ผิดประเภทก็อาจทำให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเสียโอกาสในการทำธุรกิจไป โดย Hosting สำหรับ WordPress ที่คนส่วนใหญ่เค้านิยมใช้งานกันก็คือ 3 ตัวนี้

1. Shared Hosting

เป็นที่นิยมมากที่สุดแล้วตัวนี้ เนื่องจากราคาไม่แพง แถมแรงมาก ทำให้ใครๆ ก็แนะนำ WordPress Hosting ตัวนี้กันทั้งนั้น แต่ข้อเสียของมัน เป็นการแชร์ทรัพยากรหลายเว็บบนเซิร์ฟเวอร์เดียว ทำให้บางทีเว็บอาจเกิดการหน่วง เพราะต้องแย่งกันใช้งาน 

หนักหน่อยก็อาจทำให้เว็บไซต์ล่มได้เลย และถ้าทรัพยากรบนเว็บเราเยอะมากกว่าชาวบ้าน เค้ามองเห็นว่าเราใช้งานหนักเกินไป ก็อาจจะปิดให้บริการเว็บไซต์เรา และเสนอตัวเลือกให้ไปใช้แพ็กเกจที่แพงกว่าได้ 

2. VPS Hosting

มาจากคำว่า Virtual Private Server เป็น WordPress Hosting แนะนำอีกหนึ่งตัวเหมือนกัน ซึ่งจะจำลองเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวให้เราใช้งานแบบคนเดียวเต็มๆ โดยเค้าจะเอาเซิร์ฟเวอร์หลายๆ ลูกมาเชื่อมต่อกันแล้วจัดสรรทรัพยากรในเซิร์ฟเวอร์แต่ละลูกให้หลายๆ คนเช่าพื้นที่ย่อยลงไปอีก

VPS Hosting มีข้อดีหลายอย่าง แต่ข้อดีที่เด่นชัดก็คือ ต่อให้เซิร์ฟเวอร์หนึ่งเสียหาย ระบบก็ยังใช้งานได้ปกติไม่มีปัญหา ราคาก็ไม่แพงมากด้วย แต่ข้อเสียคือยังไม่ค่อยมี Cloud WordPress Hosting ไทย เปิดให้บริการสักเท่าไหร่

3. WordPress Hosting

มาถึง WordPress Hosting แนะนำตัวสุดท้าย เป็น Host ที่เหมาะสำหรับใช้งานกับ WordPress ที่สุด ทำให้แสดงศักยภาพของ WordPress ออกมาได้สูงมากที่สุด ทำให้เว็บเร็วขึ้น โหลดไว ใช้งานได้ง่าย มีฟังก์ชั่นเสริมต่างๆ เพียบ

แต่ข้อเสียสำหรับเจ้าตัวนี้คือ ราคาจะแพงกว่า Cloud WordPress Hosting ไทย หรือ Sharing Hosting ทั่วไปมาก และยังมีให้บริการน้อย

เลือกใช้ Web Hosting WordPress ที่ไหนดี นี่คือสิ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ

การเลือกใช้ Web Hosting WordPress ที่ไหนดี ต้องอาศัยตัวช่วยนี้ในการตัดสินใจครับ ยิ่ง Web Hosting WordPress มีคุณสมบัติเสริมเหล่านี้เยอะเท่าไหร่ ยิ่งน่าใช้งานมากขึ้นเท่านั้น

PHP เวอร์ชั่นใหม่

ยิ่งใช้งาน PHP เวอร์ชั่นใหม่ ยิ่งทำให้ปลอดภัย รวดเร็ว และมีฟังก์ชั่นอีกมากมายให้ได้ใช้งาน ซึ่งปลั๊กอินต่างๆ ก็เริ่มพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อัปเดตให้ใช้งานกับ PHP เวอร์ชั่นใหม่ได้แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น การเลือก Hosting ก็ต้องดูที่สิ่งนี้ด้วย

ใช้งาน Nginx Server

เซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Nginx จะรองรับข้อมูลได้ไวและได้มากกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไป 

ใช้งาน SSL ได้

SSL นี่เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านเว็บไซต์ เช่นพวกการใส่รหัสผ่าน รหัสบัตรเครดิต อะไรพวกนี้ ซึ่งพวกมิจฉาชีพสามารถดักจับพาสเวิร์ดเหล่านั้นได้ ถ้าไม่ได้ใช้การเข้ารหัสแบบ SSL ดังนั้น Google Chrome จึงมองว่าเว็บเราไม่ปลอดภัยถ้าไม่เปิดใช้งาน SSL และทำให้เว็บไซต์กลายเป็น https:// ซึ่ง WordPress Hosting ที่แนะนำ ต้องให้บริการส่วนนี้ด้วย

Auto Install ไม่ต้องลำบากผู้ใช้งาน

ตัวนี้เป็นระบบติดตั้ง WordPress อัตโนมัติใน Sharing Hosting ต่างๆ ทำให้ไม่ต้องยุ่งยากสร้าง Data Base ใดๆ ทั้งสิ้นเลย

Backup อัตโนมัติช่วยสร้างความมั่นใจ

ถ้าใช้บริการ Share Hosting ก็จะมีแบ็คอัพอัตโนมัติให้เรา แต่จะแบ็คอัพบ่อยแค่ไหนอันนี้ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราสามารถแบ็คอัพเองด้วยปลั๊กอินของ WordPress เช่นกัน

รักษาความปลอดภัย 

การเลือก Hosting ควรจะต้องมีพวกระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ ที่เข้มงวด เช่น อัปเดต Firewall สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการแฮ็ค เพราะ WordPress มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก จึงตกเป็นเป้าหมายของเหล่าแฮกเกอร์ได้ง่ายที่สุดนั่นเอง

Caching ระดับเซิร์ฟเวอร์

การแคชชิ่งแบบนี้จะช่วยให้เว็บไซต์รับการเข้าชมได้มากกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และส่งผลดีต่อลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์เรา

โคลนนิ่งเว็บไซต์ด้วย Staging Site

Hosting สำหรับ WordPress ส่วนใหญ่ถึงแม้จะไม่ค่อยมีเจ้าตัวนี้สักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าหายากเลยล่ะ แต่ถ้ามีระบบนี้จะช่วยให้เราสามารถทดลองอัปเดตธีมและปลั๊กอินต่างๆ ก่อนการใช้งานจริงได้ หรือใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ก่อนการเผยแพร่อย่างเป็นทางการได้ ช่วยให้การทำงานดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

เลือกจากพื้นที่เก็บไฟล์

การเลือก Hosting สำหรับ WordPress ที่ดี ต้องมีพื้นที่จัดเก็บที่ใหญ่ หรืออย่างน้อยๆ คือ เหมาะสมกับการใช้งานของเรา ซึ่งเราอาจจะเลือกก่อนว่า Hosting ไหนตอบโจทย์เราได้บ้าง เพราะถึงแม้ตัว WordPress จะไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรมากมาย แต่ไฟล์รวมถึงข้อมูลในเว็บไซต์ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกให้เหมาะสมตั้งแต่แรก 

การให้บริการหลังการขาย

ทีมซัพพอร์ตของแต่ละ Hosting เองก็จำเป็น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหาเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์แล้ว เราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากติดต่อทาง Team Support ให้เค้าจัดการให้ ซึ่ง Hosting สำหรับ WrodPress ที่ดี จะมีช่องทางติดต่อให้หลากหลาย ทั้งบริการ Live Chat ทั้งติดต่อ Line และช่องทางอื่นๆ ตามที่เราสะดวก แนะนำให้ดูรีวิวดีๆ เพราะจุดนี้สำคัญมาก Hosting ที่ใส่ใจลูกค้า ให้บริการเร็ว ช่วยเหลือไว ตอบตลอด จะสร้างความไว้ใจให้เราได้มากกว่า 

ปริมาณการรับส่งข้อมูล

บางคนก็เรียกสิ่งนี้ว่า Bandwidth หรือ Site Traffic ซึ่งก็คือการรับส่งข้อมูลในเว็บไซต์เรานั่นเอง แต่ละเว็บก็จะใช้พื้นที่ต่างกัน จะกิน CPU หรือ Memory มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์เราเนี่ยแหละ ถ้าใช้งาน Hosting แบบ Share Hosting อยู่แล้วใช้พื้นที่เยอะเกินไป เค้าอาจจะหยุดการทำงานเว็บเราชั่วคราว แล้วให้จ่ายค่าบริการที่มากขึ้นได้ เพราะถือว่าไปเบียดเบียนผู้ใช้บริการรายอื่นนั่นเอง 

ย้ายเว็บไซต์ง่ายดาย

Migration หรือการย้ายเว็บไซต์นั้น จริงๆ เราสามารถย้ายได้เองนะ เพราะถ้าใช้ WordPress ก็จะมีปลั๊กอินที่ช่วยได้อยู่ แต่ถ้าใช้บริการ WordPress Hosting ที่แนะนำกัน ก็จะมีบริการย้ายข้อมูลฟรีมาให้ ซึ่งเราก็ไม่ต้องเหนื่อยย้ายเอง ทุกอย่างจบแบบสบายใจ ไม่ต้องลุ้นว่าข้อมูลจะสูญหายรึเปล่า

ราคาสมเหตุสมผล

สุดท้ายแล้วเรื่องราคาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะผู้ให้บริการแต่ละแห่งก็จะมีแพ็กเกจที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความสามารถของ Hosting นั้นๆ Hosting ราคาถูกก็อาจจะไม่มีการซัพพอร์ตในข้อต่างๆ ข้างต้นที่ได้กล่าวไป การลงทุนกับ Hosting ที่ดี มีคุณภาพ จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างที่เราต้องการ

สรุป

สุดท้ายแล้วการเลือก Hosting ที่ดีที่สุดอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ครับ มีก็เพียงแต่ Hosting ที่เหมาะกับเราที่สุดเท่านั้นเอง อย่าง WordPress Hosting แนะนำ ที่เค้าถามๆ กันเข้ามา และที่คนส่วนใหญ่แนะนำกันไปก็อาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ 

ลองเลือกดูดีกว่าว่าความต้องการของเราคืออะไร เราอยากได้ Hosting ที่ตอบสนองในด้านไหนบ้าง และที่สำคัญคือ งบของเรามีมากน้อยแค่ไหน อย่างที่ VPS Hispeed เองเรามีบริการ Premium Web Hosting สำหรับ WordPress ให้เลือกกันหลากหลายแพ็กเกจ ถ้าคุณสามารถลิสต์ความต้องการในการใช้งานออกมาเป็นข้อๆ ได้ล่ะก็ ลองมาดูแพ็กเกจ Web Hosting ของเราดูนะครับว่าจะโจทย์การใช้งานของคุณหรือไม่อย่างไร ลองศึกษาเปรียบเทียบแพ็กเกจจากทั้งทางเราและเจ้าอื่นๆ เพื่อเลือกตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้ของคุณที่สุด ทีนี้การเลือก Hosting ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว 

10 วิธีแก้ไขและป้องกันปัญหาเว็บล่ม เว็บโหลดช้า

10 วิธีแก้ไขและป้องกันปัญหาเว็บล่ม เว็บโหลดช้า

ปัญหาที่คนทำเว็บไซต์ต้องเจอนั่นก็คือปัญหาเว็บโหลดช้า เว็บล่ม ในวันนี้เราจึงจะมาแบ่งปันวิธีแก้ไขป้องกันปัญหาเว็บล่ม เว็บโหลดช้าให้ทุกคนถึง 10 วิธี

การทำเว็บไซต์ของตัวเอง จะว่าเป็นเรื่องง่ายก็ง่าย จะว่าเป็นเรื่องยากก็ยากเหมือนกัน ในยุคที่เทคโนโลยีคืบหน้าทุกวัน แน่นอนว่าทำการเว็บไซต์ก็ไม่ได้มากเกินความสามารถของคนๆ หนึ่ง แต่ความยากที่จะเกิดขึ้นนั้น คือการดูแลรักษาสิ่งที่เราสร้างมาต่างหาก แน่นอนว่าปัญหาอย่างหนึ่งที่คนทำเว็บไซต์จะต้องเคยเจอนั่นก็คือปัญหาเว็บโหลดช้าหรือเว็บล่มคนเข้าเยอะนั่นเอง

เรื่องนี้นอกจากจะเป็นปัญหาของผู้สร้างเองแล้ว ยังเป็นปัญหาจุกจิกสร้างความน่ารำคาญให้กับผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์อีกด้วย เรียกได้ว่าปัญหาเว็บล่มนี่เป็นปัญหายอดฮิตติดอันดับเลยทีเดียว ในวันนี้เราจึงจะมาแบ่งปันวิธีแก้ไขและป้องกันปัญหาเว็บล่มหรือเว็บโหลดช้าให้ทุกคนกัน ว่าแล้วก็มาดูวิธีจัดการกับเว็บล่มกันเลย

1. เลือก Web Hosting อย่างดี

การเลือกเว็บโฮสติ้งให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราคาดการณ์ว่าจะทำการเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมาก เพราะการเลือกโฮสติ้งก็เหมือนกันการเลือกทำเลที่ตั้งของเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่จะต้องทำการเลือกเป็นอย่างดี เพื่อที่ผู้คนจะได้เข้ามาใช้งานได้อย่างงายและไม่เกิดปัญหาเว็บล่มหรือโหลดช้า

โดยการเลือกเว็บโฮสติ้งนั้น เราจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาที่คุ้มค่าคุ้มราคา กลุ่มเป้าหมายว่าเป็นคนชาติใดเป็นส่วนใหญ่ หรือจนกระทั่งการซัพพอร์ตของตัวเว็บโฮสติ้งเองก็ตาม ทุกอย่างล้วนเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แนะนำให้ทำการหาข้อมูลหรือสอบถามผู้ที่มีความรู้ก็จะดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเลือกเว็บโฮสติ้งผิดไป นึกเสียใจทีหลังก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้ว

ลองเช็ค Premium VPS Hosting Packages จาก VPS Hispeed ที่นี่

2. ติดตั้งปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น

ใน WordPress นั้น มีปลั๊กอินต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย ที่สำคัญก็คือแต่ละตัวต่างมีความน่าสนใจทั้งสิ้น แต่ WordPress นั้นก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ปลั๊กอินก็เทียบได้กับซอฟแวร์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์นั่นเอง แน่นอนว่าถ้าหากเรามีซอฟแวร์มากเกินไป เครื่องก็จะช้ากว่าปกติอย่างแน่นอน ด้วยเหตุผลนี้ การติดตั้งปลั๊กอินแค่เท่าที่จำเป็น จึงเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราไม่หนักมากเกินไป เป็นการป้องกันปัญหาการโหลดหน้าเว็บช้าอีกวิธีหนึ่ง

อ่านต่อ: ปลั๊กอิน wordpress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

3. Theme ที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะ

Theme หรือความสวยงามเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อหน้าเว็บไซต์ของเราแน่นอนเพราะว่าหน้าตานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ถ้า Theme ที่เรานำมาใช้นั้น มีรายละเอียดเยอะจนเกินไป มีความซับซ้อนจนถึงรก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หน้าเว็บโหลดช้าได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องท่องไว้อย่างสม่ำเสมอว่า Theme ที่ดี ไม่จำเป็นต้องเยอะ

4. ทำความรู้จัก Cache

Cache หรือแคชที่หลายๆ คนเรียก เป็นหนึ่งในตัวสำคัญของการโหลดหน้าเว็บช้าจนกระทั่งเว็บล่ม หากให้อธิบายง่ายๆ แคชก็คือการสร้างหน้าเว็บนั่นเอง เป็นการเก็บข้อมูลที่เราเคยเปิดใช้งานมาก่อนหน้านี้ ให้พร้อมนำมาใช้งานใหม่ในครั้งต่อไปที่เรากด โดยถ้ามีแคชเป็นจำนวนมาก นอกจากจะทำให้หนักเครื่องแล้ว เว็บที่โหลดก็จะขึ้นช้าอีกด้วย สิ่งที่ควรทำคือการกำจัดแคชสม่ำเสมอ

5. ปลั๊กอิน Cache ที่ห้ามขาด

ในการใช้ WordPress จะมีแคชมากมายเกิดขึ้น ปลั๊กอินที่จะเข้ามาช่วยจึงจำเป็นเช่นกัน อย่างปลั๊กอินแคชชิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยกำจัดแคชนั่นเอง โดยส่วนใหญ่แล้วปลั๊กอินนี้จะใช้งานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงแค่ดาวน์โหลดและติ๊กตามช่องที่ต้องการก็สามารถใช้งานได้แล้ว รับรองเลยว่าใช้แล้วโหลดเร็วโหลดแรงกว่าเดิมเป็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีปลั๊กอินอื่นๆ อีกมากมายที่น่าสนใจใช้งาน สำหรับใครที่กำลังคิดจะลองโหลด ก็ต้องอย่าลืมที่จะศึกษาหาข้อมูลเป็นอย่างดีก่อนติดตั้ง เพราะหากติดตั้งเยอะเกินไป ก็จะวนกลับไปที่เดิมอย่างอาการเว็บโหลดช้าได้

6. ปลั๊กอินเก็บสถิติตัวอันตรายทำเว็บโหลดช้า

ปลั๊กอินอีกตัวที่เป็นสาเหตุทำให้เว็บโหลดช้าก็คือปลั๊กอินเก็บสถิติต่างๆ แน่นอนว่าผู้สร้างก็ต้องการเก็บข้อมูลอยู่แล้ว แต่การใช้ปลั๊กอินเก็บสถิติโดยเฉพาะ มักจะเป็นปลั๊กอินที่หนักจนเกินไป การหันมาใช้ปลั๊กอินสารพัดประโยชน์ ปลั๊กอินที่สามารถทำได้หลายอย่างในปลั๊กอินเดียวเลยเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรือถ้าหากต้องการเก็บอย่างละเอียด อาจจะต้องใช้เว็บอื่นๆ ภายนอกมาเชื่อมต่อก็ไม่เสียหาย โดยเพื่อนๆ สามารถเลือกได้เลยว่าจะใช้เว็บใดบ้าง เพราะในปัจจุบันมีหลายเว็บด้วยกันที่ให้บริการด้านนี้ ทั้งแบบฟรีและแบบเสียค่าบริการ

7. บีบอัดรูปภาพ ลดขนาดไฟล์

ขนาดของรูปภาพที่ใช้นำมาประกอบบทความหรือตกแต่งเว็บไซต์ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เว็บโหลดช้าและล่มได้ เมื่อมีคนเข้าชมเว็บเป็นจำนวนมาก โฮสต์ทำงานหนักเกินไป ก็อาจจะโหลดไม่ขึ้นถ้าหากรูปภาพนั้นมีขนาดที่ใหญ่ การบีบอัดรูปภาพ การลดขนาดไฟล์ต่างๆ ก่อนจะใส่ลงไปก็เป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้เช่นกัน โดยผู้สร้างสามารถเลือกได้ว่าจะใช้การบีบอัดรูปภาพผ่านเว็บอื่นแล้วค่อยนำมาใช้ต่อ หรือจะโหลดปลั๊กอิน WordPress ที่เน้นไปในด้านบีบอัดรูปภาพก็ได้ทั้งสิ้น สำหรับปลั๊กอินนี้เป็นที่นิยมใช้เลยทีเดียว เพราะเรียกได้ว่าเห็นผล เป็นการช่วยเหลือและจัดการเว็บที่ดีอย่างหนึ่ง

หรือคลิกที่นี้เพื่อใช้ Tool ออนไลน์ในการที่ช่วยให้คุณบีบอัดรูปภาพได้ง่ายก่อนจะอัพโหลดลงเว็บไซต์

JPEG | PNG

8. ใช้ CDN สำหรับ WordPress

การใช้ CDN หรือ Content Delivery Network ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเว็บไซต์ที่มีการเข้าเยี่ยมชมจากต่างชาติเป็นจำนวนมาก จุดเริ่มต้นก่อนที่จะมาใช้ CDN มักจะมาจากชาวต่างชาติที่ต้องการเปิดเว็บของเราขณะอยู่ต่างแดน แต่เว็บไซต์เราดันมีโฮสต์อยู่ที่ประเทศไทยเพียงที่เดียว การจะเปิดข้อมูลและทำการส่งต่อไปประเทศไกลๆ จึงทำให้เกิดความล่าช้าเพราะต้องผ่าน WordPress เราโดยตรง บางรายถึงขนาดโหลดไม่ขึ้นเลยทีเดียว

CDN จึงเป็นตัวเข้ามาช่วย ทำให้เซิร์ฟเวอร์ของเราถูกใช้งานน้อยลง ข้อมูลไม่ได้ถูกวิ่งผ่านเข้ามาที่ WordPress ของเราโดยตรงเหมือนแต่ก่อน แต่ถูกวิ่งเข้าไปที่เว็บไซต์ไฟล์แคชที่เจ้านั้นๆ เก็บไว้แทนนั่นเอง

9. ตรวจสอบเว็บไซต์ของเราอย่างสม่ำเสมอ

หลายๆ คนอาจจะไม่มีการอัพเดตเว็บไซต์ของตนเองหรือยุ่งจนละเลยหลังบ้านไป ไม่ทำการตรวจสอบให้ดี สำหรับกรณีนี้ก็เหมือนการที่เรามีบ้านแล้วไม่ทำความสะอาด แน่นอนว่าถ้าปล่อยให้รก ก็มีแต่จะสร้างฝุ่น ก่อให้เกิดความรำคาญกับทั้งตัวเราเองและผู้อื่นที่เข้ามาอาศัย เมื่อทุกอย่างรกคนอื่นก็ไม่อยากเข้ามาเยี่ยมชมอีกด้วย เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ของเราจึงต้องถูกตรวจสอบสม่ำเสมอ มีการอัพเดตและตรวจดูว่ามีปลั๊กอินตัวใดที่เกิดปัญหาหรือไม่ หากเกิดปัญหาจะได้รีบแก้ได้อย่างทันที แคชต่างๆ ก็จะต้องถูกล้างเพื่อทำให้ระบบรันได้คล่องตัวขึ้น เป็นพื้นฐานง่ายๆ อีกข้อหนึ่งที่ผู้ทำเว็บไซต์ควรปฏิบัติก็ว่าได้

10. ทำรีพอร์ท รู้จักสังเกตุความเปลี่ยนแปลงของ Traffic ภายในเว็บไซต์

เมื่อหลายข้อก่อนเราได้ทำการพูดถึงปลั๊กอินเก็บสถิติหรือเว็บไซต์เก็บสถิติที่จะเข้ามาช่วยเหลือเว็บไซต์ของเราให้โหลดได้อย่างรวดเร็วกันแล้ว ในข้อนี้เราจึงมาเจาะลึกลงไปอีกหน่อย นั่นก็คือการนำข้อมูลต่างๆ มาทำรีพอร์ท มองหาความเปลี่ยนแปลงและ Traffic ภายในเว็บไซต์นั่นเอง การทำสรุปและสังเกตุในสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เรารู้ได้ว่าเทรนด์ที่กำลังมาแรงและหัวข้อใดบ้างที่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาดังกล่าว อีกทั้งเรายังสามารถหาต้นตอของอาการเว็บโหลดช้าหรือเว็บล่มจากการดู Traffic ภายในเว็บไซต์ของเราได้อีกด้วย เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการตรวจสอบและป้องกันได้เป็นอย่างดี

จบกันไปแล้วกับ 10 ข้อที่จะทำให้คุณบอกลาปัญหาเว็บล่ม เว็บโหลดช้ากันไปได้อย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้บอกเลยว่าล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลย การดูแลอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ ถ้าทุกคนทำตามคำแนะนำต่างๆ ด้านบนกันครบ เว็บไซต์ก็จะไม่ต้องเผชิญปัญหาเว็บโหลดไม่ขึ้นเมื่อคนเข้าเยอะ เตรียมบอกลาคำร้องเรียนจากผู้ใช้งานกันได้เลย

ปลั๊กอิน wordpress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

ปลั๊กอิน wordpress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

ปลั๊กอิน WordPress คืออะไรกันแน่ แล้วมือใหม่ WordPress ต้องเริ่มใช้งาน plugin ไหนก่อนดี เรามาหาคำตอบกัน

สำหรับมือใหม่เพิ่งเริ่มสนใจ WordPress คงเคยได้ยินกันมาบ้างเกี่ยวกับปลั๊กอิน (plugin) แต่อาจจะไม่เข้าใจแบบละเอียดว่าปลั๊กอิน WordPress คืออะไรกันแน่ แล้วทำไมมันถึงจำเป็นในการใช้งาน นอกจากเราจะอธิบายเรื่องปลั๊กอินให้เข้าใจแบบง่ายๆ แล้ว เรายังจะพาคุณมารู้จักกับปลั๊กอินฟรี ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กอินตกแต่ง ปลั๊กอินเจ๋งๆ สำหรับเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และอื่นๆ อีกมากมาย ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย

ปลั๊กอิน WordPress คืออะไร

หากเปรียบ WordPress เป็นคอมพิวเตอร์ ปลั๊กอินใน WordPress ก็คือซอฟแวร์ที่จำเป็นต้องมีนั่นเอง เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพมากขึ้น ทำให้คุณได้ใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ของคุณอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นตัวช่วยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะความสวยงาม ในด้านการตกแต่งเว็บไซต์ ความรวดเร็ว ช่วยลดแคชในหน้าต่างๆ ที่มีผลต่อการโหลดหน้านั้นๆ ขึ้นมา หรือความสะดวก ในการจัดการ วางแผน และเชื่อมต่อกับโซเชียลอื่นๆ เป็นสิ่งที่มือใหม่ทุกคนควรที่จะเรียนรู้และศึกษา เพื่อที่ต่อไปจะหาปลั๊กอินเจ๋งๆ ที่เข้ากับตัวเว็บไซต์และการใช้งานที่คุณอยากได้ติด WordPress ไว้

แน่นอนว่าคุณจะต้องระมัดระวังในการใช้ปลั๊กอินด้วย เพราะถ้าหากโหลดปลั๊กอินมาใช้เยอะจนเกินไป ก็จะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้า มีอาการหน่วงได้

8 ปลั๊กอินติดตัวที่พลาดไม่ได้

เมื่อรู้แล้วว่าปลั๊กอินคืออะไร คราวนี้ก็มาเริ่มต้นดูพร้อมๆ กันเลยว่าปลั๊กอินตัวใดบ้างที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าเป็นปลั๊กอินพื้นฐานสำหรับคนที่ใช้ WordPress เลยก็ว่าได้ รับประกันว่า มี 8 ตัวนี้ ชีวิตการใช้ WordPress จะสะดวกสบายขึ้นอีกหลายเท่า

1. WP Fastest Cache

เริ่มที่ตัวแรก เป็นปลั๊กอินแคชชิ่งหรือก็คือปลั๊กอินที่ช่วยจัดการแคชนั่นเอง แคชคือการสร้างหน้าเว็บ การเก็บข้อมูลที่เราเคยเปิดใช้งานแล้วให้พร้อมสำหรับการเรียกขึ้นมาใช้งานในครั้งถัดไป สำหรับแคชนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องล้างอย่างสม่ำเสมอ หากสะสมไว้มากๆ ก็จะมีอาการอืด การโหลดหน้าเว็บไซต์ช้าก็จะมาเยือน โดย WP Fastest Cache ก็จะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ เป็นปลั๊กอินที่สำคัญและใช้งานง่ายตัวหนึ่ง เพราะเพียงการติ๊กไม่กี่ช่องก็สามารถใช้งานได้แล้ว เป็นการตั้งค่าง่ายๆ ที่ทำให้เว็บของคุณลื่นแรงกว่าใคร

2. WP Smush

สำหรับตัวที่สองนี้เป็นปลั๊กอินที่ช่วยในเรื่องความรวดเร็วอีกเช่นกัน Smush ปลั๊กอินที่จะเข้ามาช่วยในการลดขนาดรูปภาพ บีบอัดรูปภาพทั้งหมด และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของเว็บไซต์ให้มากขึ้นโดยไม่ได้ลดคุณภาพของรูปภาพที่ใส่ลงไป ปลั๊กอินนี้จึงเป็นตัวที่ขาดไม่ได้เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นปลั๊กอินที่หากใช้กับปลั๊กอินตัวอื่นๆ ในลิสต์ก็จะยิ่งทำให้เว็บไซต์รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

3. Yoast SEO

สาย SEO จะขาดตัวนี้ไปไม่ได้เลยทีเดียว เป็นปลั๊กอินยอดฮิตที่เมื่อเข้า WordPress มาแล้วจะต้องมี Yoast SEO ตัวช่วยตรวจสอบและเช็คคะแนนว่า SEO ของคุณนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ โดยมีสีที่เป็นการแบ่งแยกระดับเหมือนไฟจราจรนั่นเอง หากคุณได้สีแดงก็คือแย่ ควรปรับปรุง, สีเหลืองคือพอใช้ได้ แต่ถ้าปรับปรุงก็จะดีขึ้น และสุดท้ายหากผลออกมาเป็นสีเขียวก็แสดงว่าบทความ SEO ของคุณดี ผ่านมาตรฐานแล้วนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่านอกจากสีสัญลักษณ์แล้ว ตัวปลั๊กอินยังช่วยบอกอีกด้วยว่าส่วนที่ไม่ผ่านมาตรฐานคือส่วนใดบ้าง ทำให้เราสามารถนำไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้

4. TablePress

สำหรับ WordPress โดยปกติแล้วเราไม่สามารถที่จะแทรกตารางเข้าไปได้ในทันที จะต้องทำการเขียนโค้ดลงไป ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างเช่นการจ้างโปรแกรมเมอร์มาเขียน ดังนั้น TablePress ปลั๊กอินฟรีตัวนี้ก็จะเข้ามาช่วยคุณในการสร้างตารางพร้อมยังมาคู่กับความสวยงามของตารางอีกด้วย เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับเว็บที่ต้องการมีตารางจำนวนไม่มากแต่ต้องทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ่อย ความใช้งานง่ายและสามารถปรับแต่งได้จึงเป็นจุดเด่นของปลั๊กอินตัวนี้เลยทีเดียว

5. Admin Columns

มาถึงปลั๊กอินที่จะเข้ามาช่วยจัดการหน้าตาหลังบ้านของ WordPress กันกับ Admin Colums ปลั๊กอินตัวนี้จะช่วยในการจัดการแก้ไขและปรับแต่งคอลัมน์ อย่างช่อง users, posts, comments และ media lists ต่างๆ ในหลังบ้านของคุณให้ดูง่ายขึ้น แน่นอนว่ามีความสวยงามแต่ก็ยังเข้าใจง่าย จำเป็นสุดๆ ในการติดตั้งปลั๊กอินนี้ไว้ช่วยอำนวยความสะดวก

6. Seed Social

ปลั๊กอิน WordPress เจ๋งๆ อีกตัวที่ขาดไม่ได้สำหรับยุคที่โซเชียลเข้าถึงทุกหย่อมหญ้า ตัวช่วยที่จะเชื่อมโลกต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกันก็คือ Seed Social นั่นเอง ความดีงามของปลั๊กอินฟรีตัวนี้คือจะทำให้เว็บไซต์ของเรามีปุ่มสำหรับให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์กดแชร์ไปตามช่องทางโซเชียลต่างๆ ของตนเองได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Google+, Line รวมถึง Twitter อีกด้วย เป็นปลั๊กอินเบาๆ แต่ประโยชน์มากมาย

7. Akismet

เรื่องที่ทุกคนที่ใช้ WordPress ควรระวังก็คือ พวกที่มาสแปมเว็บไซต์ของคุณด้วยวิธีต่างๆ ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วคุณเองจะสามารถลบความคิดเห็นที่เป็นสแปมออกเองได้ แต่ของแบบนี้ก็อาจจะมีหลุดรอดสายตากันไปบ้าง เจ้าตัว Akismet จึงเป็นปลั๊กอินที่จะเข้ามาช่วยในการลดปัญหาคอมเม้นท์สแปมต่างๆ ได้ผลชะงัดด้วยการกรองความคิดเห็นที่เป็นสแปมแบบอัตโนมัติ

8. Contact Form 7

Contact Form 7 เป็นปลั๊กอินที่ช่วยให้สามารถสร้างแบบฟอร์มการติดต่อ (contact form) ที่มีฟังก์ชั่นครบถ้วนภายในไม่กี่นาที ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีปลั๊กอินใหม่ๆ ออกมาให้เลือกมากมาย แต่เจ้าตัว Contact Form 7 เป็นตัวที่อยู่มานาน และมีคนใช้เยอะที่สุด เพราะความเรียบง่าย เบา และรวดเร็วของมันนั่นเอง

แน่นอนว่าปลั๊กอินทั้งหมดที่เราแนะนำไปนั้น ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ควรที่จะมีไว้ทุกตัวเลยทีเดียว อีกทั้งผู้พัฒนาปลั๊กอินแต่ละตัวยังคอยอัพเดตปลั๊กอินนั้นๆ ให้ทันสมัย ใช้งานง่าย และเอื้ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานตลอดเวลา

สำหรับใครที่ต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปหาได้ที่ https://th.wordpress.org/plugins/ กันเลย เป็นศูนย์รวมปลั๊กอินต่างๆ ทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย มีการจัดหมวดหมู่ เรียงลำดับตามความนิยมในการใช้งาน ดูง่ายพร้อมโหลดใช้ สามารถโหลดมาตกแต่งและช่วยเหลือในการจัดการได้อย่างดี

อะไรบ้างที่ทำให้เว็บ WordPress ของคุณโหลดช้า

อะไรบ้างที่ทำให้เว็บ WordPress ของคุณโหลดช้า

Theme เป็นเหตุ

แม้จะเลือกใช้ธีมแบบ Minimal ก็ไม่ได้แปลว่าเว็บของคุณจะทำงานได้เร็วสมกับความ Minimal เสมอไป เพราะบางครั้งธีมที่คุณเลือกใช้ก็อาจเขียนขึ้นด้วยโค้ดที่มีความ “ซ้ำซ้อน” ทำให้เว็บโหลดช้าได้

Plug-In เยอะเกินไป

หลายครั้งที่นักพัฒนาได้สร้างเว็บสุดว้าว จากการใช้ปลั๊กอินที่หลากหลาย แต่ก็ทำใหเว็บโหลดช้า หน่วง ทางที่ดีควรเลือกใช้ Plug-In เท่าที่จำเป็น และโฟกัสกับการทำเว็บให้ลื่นไหลบนสมาร์ทโฟน

CSS ยาวเกินคาด Java Script ที่เกินความจำเป็น

เป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับแก้เว็บหลายๆ ครั้ง ที่ทำให้มีการหลงลืม หรือทิ้งโค้ดที่มีความซ้ำซ้อนเอาไว้ หรือบางครั้งนักพัฒนาเองก็เลือกใช้ CSS ที่ยืดยาวจนเกินไป

เว็บไซต์ของคุณไม่รองรับการ Caching

การทำ Cache เว็บไซต์ เป็นเสมือนหน้าเว็บที่ถูกแปลงไว้ให้พร้อมแสดงผลได้ทันทีที่มีการเรียกดู โดยไม่ต้องโหลดหน้าใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ต้องมีการอ่านข้อมูลจำนวนมาจากเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความเร็วในการแสดงผลให้กับผู้ใช้เว็บแล้ว ยังช่วยลดการการประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

รู้จัก Plug-In เพิ่มความเร็ว บีบอัดสคริปท์ และการทำ Caching

External Script

การฝังหรือ Embed องค์ประกอบจากภายนอกจากเว็บอื่นๆ เช่นการเชื่อมต่อกับ Social Media หรือแม้แต่การใช้ Java Script จากที่อื่นก็ทำให้เว็บโหลดช้า และบางที External Script พวกนี้ก็หนักมากด้วยนะ แต่หากคุณเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมี Script หรือ CSS ในปริมาณมาก ก็สามารถหาปลั๊กอินที่ช่วยในการบีบอัด  หรือที่เรียกว่า “Minify” เพื่อช่วยให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น (ปกติแล้วปลั๊กอินสำหรับทำ Page Cache จะรองรับการ Minify ในตัว)

Web Hosting

เลือกโฮสต์ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้เว็บ นั้นคือหากผู้เข้าเว็บส่วนใหญ่เป็นคนไทย ก็ควรเลือกโฮสต์ที่อยู่ในไทย เพื่อลด Response Time สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ถึงกลางอาจเลือกใช้บริการโฮสติ้งอย่าง VPS Hosting แต่หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าใช้เว็บจำนวนมากควรเลือกใช้บริการโดยการเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง

ฟอร์แมตไฟล์รูปภาพ ไม่ได้ทำมาเพื่อเว็บไซต์

ปรับแก้ขนาดความยาวของไฟล์ให้ใหญ่เพียงพอเท่าที่จำเป็น เลือกเซฟในระดับคุณภาพที่เบาแต่ก็ยังให้ภาพที่ชัดเจน และหากคุณเลือกใช้ JPEG คุณต้องเลือกเป็น JPEG Progressive ที่ช่วยให้การแสดงผลภาพเร็วยิ่งขึ้นบนเว็บไซต์ หรือจะเลือกใช้ฟอร์แมตแบบใหม่ที่น้ำหนักไฟล์เล็กกว่า (ในความคมชัดระดับเดียวกัน) อย่าง WebP

อ่านต่อ 5 เทรนด์ทำเว็บมาแรง 2019 และฟอร์แมตภาพ WebP คืออะไร

WordPress ของคุณเก่าเกินไป อัพเดตมันบ้าง

นักพัฒนาหลายคนไม่ยอมอัพเดต WordPress รวมทั้งธีม Plug-In และส่วนประกอบอื่นๆ ซึ่งหลายครั้งการอัพเดตเหล่านี้ช่วยให้เว็บทำงานได้ราบรื่นมากขึ้นกับ Browser รุ่นใหม่ อีกทั้งยังช่วยเสริมความปลอดภัยในกับตัวเว็บได้อีกด้วย

ใครที่ยังไม่ได้เช็คสปีดในการโหลดของเว็บ เช็คได้ง่ายๆ ทันที คลิกไปที่ developers.google.com/speed/pagespeed/insights/
หรือถ้าอยากได้ข้อมูลแบบเจาะลึก เปิด Chrome แล้วใช้ Audit จากเมนู Inspect หน้าเพจได้เลย

Server คืออะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ใครควรมี Server เป็นของตัวเอง?

Server คืออะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ใครควรมี Server เป็นของตัวเอง?

หน้าที่ของ Server คืออะไรกัน? ทำไมทุกๆ องค์กรถึงต้องมีฮีโร่ตัวนี้!  

วิวัฒนาการของวงการเทคโนโลยีหมุนเร็วยิ่งกว่าลูกข่างซะอีกนะจะว่าไป ยิ่งหากใครเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เรายิ่งต้องวิ่งตามมันให้ทันกว่าใครเพื่อน โดยเฉพาะคนที่ทำงานในแวดวงนักธุรกิจยิ่งต้องศึกษาว่าหน้าที่ของ Server มันคืออะไร ทำไมหลายๆ องค์กรใหญ่ถึงเลือกใช้มัน ซึ่งเจ้าของธุรกิจก็ต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า แหล่งเก็บข้อมูลของบริษัทและระบบปฎิบัติการต่างๆ ที่เราต้องใช้ทำงานในองค์กรของเรานั้น ถือเป็นหัวใจหลักที่ช่วยให้การทำงานไหลลื่นขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่หัวใจการทำงานของเราขัดข้อง ความหายนะจะตามมาในทันที

ดังนั้น วันนี้เราจึงอยากขอเปิดตัวฮีโร่ที่ทุกบริษัทต้องมี นั่นก็คือ Server ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกธุรกิจควรให้ความสำคัญเลยทีเดียว เพราะมันจะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจเราได้อย่างมากมายมหาศาล งั้นเราไปดูกันเลยว่าอะไรคือ Server มันดีขนาดไหนถึงควรลงทุนติดตั้ง และจะเลือก Server ยังไงให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง เราจะเฉลยให้แบบหมดเปลือกเลยล่ะ!

ไขข้อข้องใจ Server คืออะไร?

เปิดประเด็นกันที่คำถามสุดพื้นฐานที่ใครๆ ก็อยากรู้ว่า Server แท้จริงแล้วมันคืออะไร พูดง่ายๆ มันก็เป็นได้ทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์ ที่เป็นตัวการหลักในการส่งข้อมูลให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นลูกข่ายอีกที

ซึ่งหากจะเปรียบเทียบ Server กับระบบในร่างกายของเรานั้น มันก็คงจะเป็นหัวใจที่ช่วยหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายให้ดำรงต่อไปได้ ซึ่ง Server ก็มีหน้าที่เพื่อทำงานหนักล้วนๆ แถมมีความสามารถสูงกว่าการทำงานของคอมพิวเตอร์ซะอีก ที่สำคัญเซิร์ฟเวอร์ยังมีความปลอดภัยมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไป จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งในการนำมาเป็นกำลังสำคัญในการส่งต่อข้อมูลให้กับลูกข่าย และเป็นตัวเก็บข้อมูลทุกอย่างของบริษัทนั่นเอง

และนี่ก็คือหน้าที่ของ Server!

เมื่อพูดถึงคำว่า Server เราจึงไม่สามารถระบุชี้ชัดได้อย่างตายตัวว่ามันคือคอมพิวเตอร์ได้อย่างเดียว หากแต่มันยังหมายรวมถึงระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อีกเช่นกัน ซึ่งโดยหลักๆ แล้วในปัจจุบัน เราใช้ Server เป็นได้ถึง 3 หน้าที่เลยล่ะ

เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ให้บริการบางอย่างกับคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมฯ ที่เป็นลูกข่าย

– เป็นระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์ ที่ให้บริการบางอย่างกับคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมฯ ที่เป็นลูกข่าย

– เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ให้บริการบางอย่างแก่คอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมฯ ที่เป็นลูกข่าย

ระบบปฎิบัติการที่นำมาใช้บน Server มีอะไรบ้าง?

อย่างที่เราได้รู้กันไปแล้วว่า Server สามารถใช้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ด้วย ซึ่งถ้าหากเราจะใช้เป็นโปรแกรมคอมฯ นั้น มันจะต้องอาศัยการทำงานบนระบบปฎิบัติการ ซึ่งในปัจจุบันก็มีมากถึง 5 ระบบเลยทีเดียวขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละองค์กร ว่าอยากจะใช้ Server รูปแบบใด

– Dedicated Server เป็นผู้ให้บริการเช่าเซิร์ฟเวอร์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจไม่ต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง ซึ่งรูปแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรที่มีข้อมูลเยอะมหาศาลและต้องการเก็บเป็นความลับ

– Cloud Server เป็นผู้ให้บริการอีกรูปแบบหนึ่งที่ลูกค้าสามารถเช่าเพื่อนำไปใช้บริการได้ตามความต้องการเสมือนเป็น Server เครื่องหนึ่ง

Linux Server ใช้สำหรับ Linux Distribution

– Windows Server ใช้สำหรับ Windows ที่ต้องใช้ Server เป็นหลัก

– Unix Server ใช้สำหรับ Unix ถือเป็นระบบปฎิบัติการที่ค่อนข้างเก่า แต่ในปัจจุบันก็ยังพอมีคนใช้งานอยู่เหมือนกัน

ซึ่งหลังจากที่เราเลือกได้แล้วว่าจะใช้ระบบปฎิบัติการอะไรมาใช้กับงานในองค์กรของเรา จากนั้นเราก็ต้องทำการเลือกโปรแกรมเพื่อไว้ตอบสนองการทำงานของ Server ให้ลื่นไหลขึ้นอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งตามหลักแล้ว เครื่อง Server 1 เครื่อง เราจะเลือกระบบปฎิบัติการได้เพียงแค่หนึ่ง ส่วนโปรแกรมนั้นเราจะเลือกได้กี่แบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา โดยโปรแกรมที่นำมาใช้ในเซิร์ฟเวอร์นั้นก็มี

– Web Server เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านเว็บไซต์ เช่น Apache Web Server

– Mail Server เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการทางด้าน E-mail

– DNS Server เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการโดเมนเนม

– Database Server เป็นโปรแกรมที่ให้บริการทางด้าน Database

– File Server ใช้สำหรับจัดเก็บไฟล์ เหมือนเป็นฮาร์ดดิสก์หลักในการเก็บข้อมูลของบริษัท

– Print Server สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ช่วยให้สั่งปริ้นท์ออกมาได้เยอะขึ้น และช่วยจัดการแบ่งการปริ้นท์ให้ทั่วถึงต่อทุกคนในองค์กรได้ด้วย เพราะมันช่วยจัดเรียงคิวได้ ว่าใครสั่งพิมพ์ก่อน ดังนั้น องค์กรขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้

– Application Server เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มักทำงานร่วมกับ Mail Server หรือ Web Server เพื่อให้งานลื่นไหลมากขึ้น

แล้วองค์กรแบบไหน ที่ควรมี Server เป็นของตัวเอง?

ขอตอบตรงนี้เลยว่า ทุกองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 เครื่องอยู่ในองค์กร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาเครื่อง Server มาอำนวยความสะดวก เพราะมันช่วยให้ระบบจัดการในด้านการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังช่วยในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรไม่ให้รั่วไหลไปไหนอีกด้วย

เลือก Server ยังไงให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง

1. อุปกรณ์เก็บเครื่องมือผ่านเครือข่าย

ถือเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีราคาไม่แพงและมีความเรียบง่าย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเซิร์ฟเวอร์ระดับปานกลาง และใช้ระบบปฎิบัติการแบบ Linux เพื่อติดตั้งและช่วยให้การทำงานลื่นไหลมากขึ้น

2. เซิร์ฟเวอร์แบบ Tower

มีราคาสูงกว่าแบบแรก ซึ่งสามารถนำมาทำงานบนชั้นวางหรือบนโต๊ะได้เลย ซึ่งข้อเสียของมันก็คือจะต้องลงทุนซื้อคีย์บอร์ด จอภาพ และเมาส์เพิ่มด้วย เพราะต้องไว้ควบคุมการทำงานนั่นเอง ซึ่งสำหรับใครที่มองว่าดูวุ่นวายและมีข้อจำกัดเยอะเกินไป ลองไปดูแบบอื่นแทนกันก่อน

3. Server แบบ Rack

เป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก จึงเหมาะกับการเคลื่อนย้ายได้แบบง่ายดายมากกว่าแบบอื่นๆ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะมีราคาสูงกว่าแบบ Tower แต่ก็ยังเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่มีราคาต่ำกว่าแบบ Blade นับว่าเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่คุ้มค่าแก่การลงทุนเพราะมันช่วยแบ็คอัพข้อมูลสำคัญๆ ขององค์กร และมีความปลอดภัยสูงมาก เมื่อไหร่ที่คอมแฮงค์ จึงไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลจะหายแน่นอน

4. Server แบบ Blade

มีความเป็นระเบียบและมีความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่ารุ่นอื่นๆ และสามารถเพิ่มเซิร์ฟเวอร์ได้ง่ายๆ ในตู้เดียวกัน อีกทั้งยังติดตั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ภายในตู้เพิ่มได้ จึงเหมาะกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่มากๆ และมีข้อมูลภายในองค์กรเยอะมากเป็นพิเศษ

Server มีประโยชน์ขนาดไหน ทำไมถึงคุ้มค่าต่อการติดตั้ง?

เมื่ออ่านกันมาจนถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆ ก็พอจะจับแนวทางได้แล้วว่า เซิร์ฟเวอร์ช่วยให้การทำงานรวดเร็วและลื่นไหลมากขึ้น เพราะคงไม่มีใครนั่งทำงานอยู่แล้วอยากขอไฟล์งานจากเพื่อน ก็ต้องเดินไปดูดงานจากเครื่องเพื่อนให้ลำบากยุ่งยาก ซึ่งถ้าหากว่าเรามีเซิร์ฟเวอร์ ทุกอย่างก็ง่ายดายหมด อาจจะส่งผ่าน Web Server หรือ Mail Server เอาก็ได้ หรือหากจะปริ้นท์งาน เพียงลง Print Server ก็ทำให้ระบบการทำงานลื่นไหลได้มากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลามาสลับสายเสียบไปเสียบมาให้วุ่นวาย เพราะตัวเซิร์ฟเวอร์จะเป็นศูนย์กลางทุกจักรวาลในองค์กรที่ทำให้ประหยัดเวลาและมีระบบระเบียบมากขึ้นนั่นเอง  

อีกทั้งเซิร์ฟเวอร์ยังช่วยแบ็คอัพข้อมูลสำคัญๆ ในองค์กร ทำให้รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยว่างานจะไม่หายแน่นอนแม้ยามเกิดไฟดับหรือคอมแฮงค์กระทันหัน เพื่อนๆ จึงรู้สึกอุ่นใจได้เลยถ้าในออฟฟิศของเรามีตัวเซิร์ฟเวอร์คอยคุ้มกันอยู่

และนี่ก็เป็นคำตอบของทุกวงการธุรกิจที่จะช่วยให้การทำงานในแต่ละบริษัทก้าวไกลไปได้อย่างไม่มีวันสะดุด ซึ่งเมื่อเทียบกับความปลอดภัยของตัวบริษัทเราแล้วนั้น Server ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ควรค่าแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง มากกว่าจะนั่งคิดแค่ว่าเสียดายเงิน เพราะเมื่อไหร่ที่ระบบข้อมูลในบริษัทของเราขัดข้องขึ้นมาล่ะก็ เมื่อนั้นเราจะทำได้แค่เพียงรู้สึกเสียดายที่มัวแต่นั่งคิดว่าจะติดตั้งดีรึเปล่า เพราะ Server ก็เปรียบเสมือนฮีโร่ที่ช่วยปกป้องและช่วยแก้ปัญหาในยามคับขันให้กับธุรกิจของเราได้ทุกเมื่อยาม 

แต่… เราเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกบริษัทที่พร้อมจะมี Server เป็นของตัวเอง เพราะอย่างบางบริษัทอาจจะทำงานกันโดยที่ไม่จ้าง IT เลยสักคน ไม่มีทั้งเงินและเวลาจะหาคนมาคอยดูแล หรือแม้แต่ศึกษาเรื่อง Server อย่าถี่ถ้วนขนาดนั้น อยากจะทำอะไรที่เรียกว่า จ่ายเงินอย่างเดียว แล้วก็ให้คนเตรียมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่างๆ ให้ทั้งหมด รวมถึงมีคนดูแลระบบให้ด้วย เรียกว่าจ่ายเงินอย่างเดียวได้ครบ ทั้งความรวดเร็ว ปลอดภัยต่างๆ โดยไม่ต้องมี IT มาคอยดูแลเรื่องพวกนี้ให้ VPS Hosting เป็นบริการให้เช่าพื้นที่บนในเซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บไฟล์เว็บไซต์ฐานข้อมูล แต่ที่นิยมตอนนี้คือบริการจาก VPS Hispeed ของเราเพราะตอบโจทย์ทุกอย่างได้หมดเลย ลองมาศึกษาบริการ VPS จากพวกเรา VPS Hispeed กันดู