เพิ่มสปีดเว็บให้โหลดเร็วขึ้น 50%! ด้วย Lazy Load

ในยุคที่การทำเว็บเน้นออกแบบให้ “ครบ จบ ในหน้าเดียว” หรือที่เรียกว่า One Page Design เพื่อให้ผู้ใช้เว็บสะดวกดูข้อมูลเพียงแค่เลื่อนขึ้น หรือลง ก็ทำให้หลายเว็บๆ มีหน้าเว็บที่หนักขึ้นเพราะต้องยัดทุกอย่างไว้ในหน้าเดียว และสิ่งที่กินเวลาในการโหลดมากนั้นก็คือ ภาพ และวิดีโอ

หลายคนคิดว่าการแปะ YouTube จะช่วยให้เว็บโหลดเร็วขึ้นกว่าการนำวิดีโอมาลงในเว็บเอง แต่สคริปท์ที่ใช้สำหรับการลิงก์ยูทูปที่เรียกว่า iFrame นั้นก็หนักมากถึง 600kb เลยทีเดียวนะ!

การทำงานของ Lazy Load… โหลดเบาๆ เอาที่จำเป็นก่อน


ปกติหน้าเว็บจะแสดงผลโดยโหลดทุกสิ่งอย่างพร้อมกัน แต่การทำ Lazy โหลดคือการตั้งค่าให้โหลดเฉพาะบางส่วนของเว็บ แล้วปิดส่วนอื่นๆ ไว้จนกว่าผู้ใช้จะเลื่อนไป คล้ายๆ เว็บคลังภาพอย่าง Pinterest ที่จะโหลดเนื้อหาเพิ่มต่อเมื่อเลื่อนลงไปสุดขอบ (เรียกว่า Infinity Scroll) หรืออย่างบางเว็บที่เมื่อเลื่อนลงมาสุดแล้วจะมีให้กดแสดงผลเพิ่ม เพื่อโหลดข้อมูลเพื่อม และเลื่อนดูต่อ

ข้อดี และข้อเสียของ Lazy Load


แน่นอนว่าข้อดีก็คือการเพิ่มความเร็วของเว็บที่เร็วขึ้นได้สูงสุดเกือบเท่าตัว รวมถึงมีประโยชน์ต่อการใช้งานในหน้าที่มีลักษณะเป็น Infinite Scroll อย่างหน้า Blogs ของเว็บไซต์ เป็นต้น

ส่วนของข้อเสียหลักนั้นคือผลกระทบต่อ SEO เพราะการซ่อนเนื้อหาบางส่วนของเว็บไว้ด้วย Lazy Load ทำให้บอทของ Google ไม่สามารถค้นเจอได้ และอาจทำให้ ลิงก์ ข้อความ หรือคีย์เวิร์ดบางตัวนั้นหายไปจากหน้าเว็บ

  1. ซึ่งหากเป็นกรณีเนื้อหาหน้า Blog เราสามารถนำลิงก์เนื้อหาที่ถูกซ่อนภายใน Lazy Load ไปใส่ไว้ในรายการหน้าเว็บของเราใน Google Search Console ได้ (เป็นการบังคับให้บอทของ Google ต้องเขามาดู และ Index หน้านั้นๆ เข้าไปทันที โดยไม่ต้องรอให้บอทมาตามหาเอง ซึ่งก็อาจจะหาไม่เจอจากการถูกซ่อนไว้ด้วย Lazy Load)
  2. แต่ในกรณีที่ใช้ Lazy Load กับหน้าแรก ในลักษณะที่เป็นการไล่โหลดส่วนต่างๆ ของหน้าเว็บเมื่อผู้เข้าชมค่อยๆ เลื่อนลงไป กรณีนี้อาจเป็นปัญหาใหญ่อยู่ทีเดียว เพราะนั้นอาจเท่ากับว่าบอทจะไม่เห็นเนื้อหาส่วนล่างเกือบทั้งหมดของเว็บ ดังนั้นการนำเทคนิค Lazy Load มาใช้กับหน้าแรกจึงนิยมใช้ในลักษณะของการซ่อนแค่ ภาพ และวิดีโอ ให้ค่อยๆ โหลดขึ้นมา แต่ยังคงโหลดเนื้อหาที่เป็นข้อความขึ้นมาทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อให้บอทสามารถเข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดได้

Lazy Load ส่วนไหนของเว็บได้บ้างที่ทำให้เว็บเร็วขึ้น และไม่กระทบ Search Engine

  1. เฉพาะจุด โดยยังคงแสดงหน้าเว็บ และโครงเนื้อหาเต็มทั้งหมด แต่ซ่อนเฉพาะไฟล์ภาพ วิดีโอ ซึ่ง Plug-In Lazy Load สำหรับ WordPress ส่วนใหญ่จะรองรับแค่การทำ Lazy Load กับภาพ หรือวิดีโออยู่แล้ว ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ Rocket Lazy Load และ BJ Lazy Load
  2. สำหรับหน้า Blog ไม่จำเป็นต้องใช้ Lazy Load แต่ใช้เป็นการเลือกหมายเลขหน้าแทน แต่หากต้องการเปลี่ยนมาใช้ Lazy Load ในลักษณะ Infinite Scroll สามารถใช้ปลั๊กอินในการทำจาก WordPress ได้เช่นกัน

นอกจาก Lazy Load อย่างอื่นที่คุณต้องทำเพื่อเพิ่มความเร็วด้วย ลองมาดูกันว่า อะไรบ้างที่ทำให้เว็บ WordPress ของคุณโหลดช้า

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

15 วิธีการตั้งค่าเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ WordPress

ปลั๊กอิน wordpress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

แนะนำ WordPress Hosting แบบละเอียดและเข้าใจง่าย

เพิ่มฟังก์ชั่น Duplicate หน้าเว็บ WordPress ง่ายๆ เพียง 5 คลิก!

หลายครั้งที่การสร้างหน้าเว็บๆ ใหม่ก็อาจเป็นเพียงการยกหน้าเดิมที่มีอยู่แล้วมาปรับแก้ข้อความนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งเราสามารถใช้การ Duplicate Page/Post ได้ แต่ฟังก์ชั่นนี้ไม่ได้มีแต่เดิมกับตัว WordPress แต่เราก็สามารถเพิ่มฟังก์ชั่นนี้แบบพร้อมใช้ทันที ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้เลย

1. เข้าไปที่ Appearance > Edit Theme แล้วค้นหาไฟล์ที่มีชื่อว่า Function.php

วิธีเพิ่มฟังก์ชั่น Duplicate หน้าเว็บ WordPress ง่ายๆ เพียง 3 คลิก!

2. แปะโค้ดดังต่อไปนี้ลงไป โดยสามารถวางต่อจากล่างสุดของโค้ดเดิมได้เลยครับ

– – – – – – – –

/*
* Function for post duplication. Dups appear as drafts. User is redirected to the edit screen
*/
function rd_duplicate_post_as_draft(){
global $wpdb;
if (! ( isset( $_GET[‘post’]) || isset( $_POST[‘post’]) || ( isset($_REQUEST[‘action’]) && ‘rd_duplicate_post_as_draft’ == $_REQUEST[‘action’] ) ) ) {
wp_die(‘No post to duplicate has been supplied!’);
}

/*
* Nonce verification
*/
if ( !isset( $_GET[‘duplicate_nonce’] ) || !wp_verify_nonce( $_GET[‘duplicate_nonce’], basename( __FILE__ ) ) )
return;

/*
* get the original post id
*/
$post_id = (isset($_GET[‘post’]) ? absint( $_GET[‘post’] ) : absint( $_POST[‘post’] ) );
/*
* and all the original post data then
*/
$post = get_post( $post_id );

/*
* if you don’t want current user to be the new post author,
* then change next couple of lines to this: $new_post_author = $post->post_author;
*/
$current_user = wp_get_current_user();
$new_post_author = $current_user->ID;

/*
* if post data exists, create the post duplicate
*/
if (isset( $post ) && $post != null) {

/*
* new post data array
*/
$args = array(
‘comment_status’ => $post->comment_status,
‘ping_status’ => $post->ping_status,
‘post_author’ => $new_post_author,
‘post_content’ => $post->post_content,
‘post_excerpt’ => $post->post_excerpt,
‘post_name’ => $post->post_name,
‘post_parent’ => $post->post_parent,
‘post_password’ => $post->post_password,
‘post_status’ => ‘draft’,
‘post_title’ => $post->post_title,
‘post_type’ => $post->post_type,
‘to_ping’ => $post->to_ping,
‘menu_order’ => $post->menu_order
);

/*
* insert the post by wp_insert_post() function
*/
$new_post_id = wp_insert_post( $args );

/*
* get all current post terms ad set them to the new post draft
*/
$taxonomies = get_object_taxonomies($post->post_type); // returns array of taxonomy names for post type, ex array(“category”, “post_tag”);
foreach ($taxonomies as $taxonomy) {
$post_terms = wp_get_object_terms($post_id, $taxonomy, array(‘fields’ => ‘slugs’));
wp_set_object_terms($new_post_id, $post_terms, $taxonomy, false);
}

/*
* duplicate all post meta just in two SQL queries
*/
$post_meta_infos = $wpdb->get_results(“SELECT meta_key, meta_value FROM $wpdb->postmeta WHERE post_id=$post_id”);
if (count($post_meta_infos)!=0) {
$sql_query = “INSERT INTO $wpdb->postmeta (post_id, meta_key, meta_value) “;
foreach ($post_meta_infos as $meta_info) {
$meta_key = $meta_info->meta_key;
if( $meta_key == ‘_wp_old_slug’ ) continue;
$meta_value = addslashes($meta_info->meta_value);
$sql_query_sel[]= “SELECT $new_post_id, ‘$meta_key’, ‘$meta_value'”;
}
$sql_query.= implode(” UNION ALL “, $sql_query_sel);
$wpdb->query($sql_query);
}

/*
* finally, redirect to the edit post screen for the new draft
*/
wp_redirect( admin_url( ‘post.php?action=edit&post=’ . $new_post_id ) );
exit;
} else {
wp_die(‘Post creation failed, could not find original post: ‘ . $post_id);
}
}
add_action( ‘admin_action_rd_duplicate_post_as_draft’, ‘rd_duplicate_post_as_draft’ );

/*
* Add the duplicate link to action list for post_row_actions
*/
function rd_duplicate_post_link( $actions, $post ) {
if (current_user_can(‘edit_posts’)) {
$actions[‘duplicate’] = ‘<a href=”‘ . wp_nonce_url(‘admin.php?action=rd_duplicate_post_as_draft&post=’ . $post->ID, basename(__FILE__), ‘duplicate_nonce’ ) . ‘” title=”Duplicate this item” rel=”permalink”>Duplicate</a>’;
}
return $actions;
}

add_filter(‘page_row_actions’, ‘rd_duplicate_post_link’, 10, 2);
add_filter( ‘post_row_actions’, ‘rd_duplicate_post_link’, 10, 2 );

– – – – – – – –

กด Save และกด Refresh เท่านี้ฟังก์ชั่น Duplicate ก็พร้อมใช้ได้ทันที

15 วิธีจบปัญหา WordPress โดน Hack

14 วิธีจบปัญหา WordPress โดน Hack! ที่เริ่มทำได้ทันทีไม่ยาก มีอะไรบ้างมาไล่ดูกันเลยครับ รับรองว่าช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ และหลังบ้านของคุณได้จริงๆ

1. ใช้ 2 Factor Authentication (2FA)

ล็อคอิค Admin Account ด้วย 2 Factor Authentication โดยสามารถดาวน์โหลด Plug-In ที่รองรับ 2FA อย่าง Google Authenticator แต่การใช้ 2FA อาจทำให้คุณยุ่งยากในการใช้งาน เพราะจะไม่สามารถใช้ Remember Login ได้ ก็ยังมีวิธีอื่นๆ อีกลองดูได้ในข้อต่อไปเลยครับ

2. ตั้งชื่อ Username ด้วยชื่อเรียก หรืออีเมลแทนคำว่า Admin

เว็บมาสเตอร์หลายคนไม่ได้เปลี่ยนชื่อ Username ของแอคเคานท์ Admin ซึ่งนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้แฮกเกอร์เข้าถึงการสุ่มรหัสได้ง่ายขึ้น โดยควรเปลี่ยนจาก admin เป็นชื่ออื่นๆ ที่ยาวขึ้น มีความเฉพาะเจาะจง หรือใช้เป็นอีเมลแอดเดรสก็ได้

3. แก้ไข Log In URL

หากเว็บของคุณใช้ Log In URL ที่เป็นค่าพื้นฐานของ WordPress นั้นคือ “…/wp-login.php” ก็จะทำให้แฮกเกอร์ หรือใครก็ได้ที่คุ้นเคยกับระบบ WordPress สามารถเติมลิงก์ “/wp-login.php” หลังชื่อเว็บไซต์ของคุณ และสามารถเข้าถึงหน้า Log In ของ WordPress เว็บไซต์คุณได้เลย ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่แฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางในการส่มชื่อผู้ใช้ และรหัส เพื่อแฮกเข้าหลังบ้านของเว็บไซต์นั้นเอง
ดังนั้นการแก้ไข Log In URL และการไม่ใช้ชื่อ Username ว่า admin จึงเป็นข้อแรกๆ ที่ควรแก้ไข โดยมีตัวอย่างดังนี้ครับ
1) เปลี่ยน wp-login.php เป็น new_login
2)  เปลี่ยน /wp-admin/ เป็น new_admin
3) เปลี่ยน /wp-login.php?action=register เป็น new_registeration

4. จำกัด Log In Attempt

การใช้ Bot ในการโจมตีหน้าล็อกอินด้วยการส่มชื่อ Username และรหัสผ่านเพื่อพยายามเข้ามายังหลังบ้านของเราเป็นอีกวิธีที่เกิดขึ้นได้ตลอด การจำกัด Login Attempt เช่น ไม่เกิน 5 ครั้ง ระบบจะทำการบล็อก IP ที่พยายามล็อกอินเป็นการชั่วคราวหลังจากการกรอกรหัสผิดเกิน 5 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ควรใช้วิธีนี้ควบคู่ไปกับการเปลี่ยน Log In URL ที่กล่าวถึงในข้อก่อนหน้าด้วย

5. ติดตั้ง SSL สำหรับเว็บไซต์ของคุณ (ส่งผลต่อ SEO ด้วยนะ)

ติดตั้งใบรับรอง SSL (Secure Socket Layer) เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีการรับส่งข้อมูลที่ปลอดภัย และยังเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทาง Google พลักดันให้การไม่มี SSL ส่งผลเสียต่อการแสดงผลใน Search Engine อีกด้วย โดยสามารถอ่านความแตกต่างของระดับ SSL ทั้ง 3 ระดับได้ที่นี้

5. เสริมการป้องกัน WP-Admin

เราสามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับ WP-Admin ได้โดยใช้ปลั๊กอินเพื่อตั้งรหัสชุดที่ 2 ในการเข้าหน้า WP-Admin (กรอกรหัสล็อกอินแล้ว จะเข้าส่วน WP-Admin ก็ต้องกรอกรหัสอีกชุดหนึ่ง) โดยการใช้ปลั๊กอินอย่าง AskApache Password Protection

6. ย้ายที่อยู่ wp.config.php เพื่อป้องกันการส่มเข้าถึงของแฮกเกอร์

Wp.config.php เป็นไฟล์ที่เก็บบันทึกข้อมูลการตั้งค่าต่างๆ ของ WordPress ที่เราใช้ และโดยปกติแล้วเป็นไฟล์ที่จะถูกวางไว้ด้านนอกที่สุดหรือ Root Directory ซึ่งการย้ายไฟล์นี้ไปไว้ในโฟลเดอร์ หรือในระดับที่ลึกลงไปจะช่วยป้องกันการเข้าถึงจากเหล่าแฮกเกอร์ได้ และก็ไม่ต้องกลัวว่าการย้ายไฟล์นี้จะทำให้เว็บไซต์ทำงานผิดพลาดนะครับ เพราะไม่ว่าจะวาง Wp.config.php ไว้ในโฟลเดอร์ไหน ระบบก็ค้นหาได้อยู่ดี

7. ตั้งค่าไม่ให้ Admin User แก้ไขไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง WordPress ได้

การให้สิทธิ์ Admin กับ User หลังบ้านเท่ากับเป็นการอนุญาตให้เข้าถึง แลสามารถแก้ไขไฟล์สำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง WordPress ซึ่งหากแฮกเกอร์สามารถเข้าถึง Adin User เหล่านี้เท่ากับแฮกเกอร์มีอำนาจในการตั้งค่าต่างๆ ได้มากเช่นกัน จึงแนะนำให้ปิดไม่ให้ Admin สามารถแก้ไขไฟล์สำคัญได้ โดยการใส่โค้ดต่อไปนี้ที่ท้ายสุดของไฟล์ wp-config.php
define(‘DISALLOW_FILE_EDIT’, true);

8. เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์อย่างปลอดภัยด้วย SFTP หรือ SSH

ซึ่งเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อทีมีการเข้ารหัส และปลอดภัยกว่าการใช้ FTP แบบปกติ (คล้ายๆ กับ HTTP vs HTTPS) ที่จะช่วยให้มั่นใจว่าการเชื่อมต่อเพื่อโอนไฟล์เข้าออกเซิร์ฟเวอร์มีความปลอดภัย และผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์อย่าง VPS HiSpeed เองก็รองรับการเชื่อมต่อแบบ SFTP เช่นกัน

9. ปิดการแสดงรายการใน Directory ด้วยการแก้ไขไฟล์ .htaccess

หากคุณสร้าง Directory ขึ้นมาบนโดเมนของคุณแต่ลืมใส่ไฟล์ index.html เข้าไป จะทำให้บุคคลภายนอกทั่วไปเห็นไฟล์ใน Directory นั้นได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น คุณสร้าง Directory ชื่อ “VPS” บุคคลทั่วไปก็จะสามารถเข้าถึง Directory นี้ได้โดยการพิมพ์ www.websitename.com/vps/ ก็จะเหน และเข้าถึงทุกอย่างได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการกรอดรหัสใดๆ

ซึ่งคุณสามารถป้องกันไว้ก่อนโดยการเพิ่มโค้ดเข้าไปในไฟล์ .htaccess โดยเพิ่มโค้ดว่า
Options All -Indexes

10. ซื้อธีม และปลั๊กอินจาก Official Site หรือแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น

เลือกซื้อธีม และปลั๊กอินต่างๆ จาก Official Site เท่านั้น เพราะการซื้อ Premium ธีม หรือปลั๊กอินราคาถูกจากแหล่งอื่นๆ อาจทำให้คุณได้ไฟล์ติดตั้งที่ผ่านการดัดแปลง และมาพร้อมกับ Malware หรือโค้ดที่ทำให้ WordPress ถูก Hack ได้

11. แม้จะใช้ธีมฟรี ก็ต้องเลือกให้ปลอดภัยไว้ก่อน

ถ้าคุณจะธีมฟรี คุณจะเลือกใช้ธีมจากที่ไหนก็ได้ ไม่ได้! เพราะธีม และปลั๊กอินฟรีก็เสี่ยงจากการได้รับธีมที่มีโค้ดอันตราย และช่องโหว่แอบซ่อนมาด้วย เสี่ยงต่อการถูกแฮค และถูกขโมยข้อมูลภายในเว็บไซต์

12. แก้ไขคำขึ้นต้นของตารางฐานข้อมูล

คำขึ้นต้นตารางข้อมูลที่ WordPress ใช้เป็น Default คือ “wp_” ก็เป็นอีกหนึ่งจุดช่วยให้แฮคเกอร์เดา และเข้าถึงไม่ได้ยากเช่นกัน ดังนั้นการแก้ไขชื่อขึ้นต้นนี้เองก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ได้เช่นกัน

13. ติดตั้งปลั๊กอินตรวจสอบโค้ดแปลกปลอม

แม้ทีมงานจะมีความระมัดระวังต่อการออกแบบ และสร้างเว็บไซต์เป็นอย่างมาก ก็อาจมีมันมีหลุดกันได้ การติดตั้งปลั๊กอินที่ช่วยในการตรวจสอบโค้ดแปลกปลอมบนเว็บไซต์ก็เป็นอีกเครื่องมือทุ่นแรง และยังช่วยเป็นหูเป็นตาให้คุณได้อีกด้วย

14. อัพเดต WordPress ของคุณอยู่เสมอ

ข้อสุดท้ายที่เป็นแนวทางปฏิบัติสุดเบสิก นั้นคือการอัพเดตเวอร์ชั่นของ WordPress อยู่เสมอ เพราะสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้มากับการอัพเดตคือการแก้ไขช่องโหว่ และข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยต่างๆ นั้นเอง

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
5 เทรนด์เว็บไซต์มาแรงในปี 2019
3 เครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บที่นักพัฒนาต้องใช้

วิธีย้ายและติดตั้ง WordPress ขึ้นโฮสต์จริงฉบับมือใหม่

วิธีย้ายและติดตั้ง WordPress ขึ้นโฮสต์จริงฉบับมือใหม่

เหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่วันนี้จะไม่ยากอีกต่อไปแล้วกับการย้าย Website ที่ตอนแรกทำจาก WordPress ขึ้นสู่ Host จริง คือเมื่อทำเว็บไซต์เราจะลองใช้วิธี Run ดูก่อนใน localhost ของตัวเองก่อน จากนั้นพอเราเจอ Host ที่ถูกตาถูกใจก็ค่อยย้ายขึ้นสู่ host จริง โดยวิธีย้าย wordpress ขึ้น host จริงนั้นก็ต้องเปลี่ยนการตั้งค่าอยู่หลายอย่างพอสมควร ดังนั้นเรามาเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันดีกว่าว่าการย้ายและติดตั้ง wordpress ขึ้น Host จริงได้อย่างสมบูรณ์ในฉบับมือใหม่นั้นทำกันอย่างไรบ้าง ตามมาดูกัน

แต่ก่อนอื่นเลยการติดตั้ง wordpress สำหรับมือใหม่หัดทำโดยเฉพาะ ต้องเข้าใจก่อนว่าการจะติดตั้งลงบนโฮสต์จริงนั้น โฮสต์แต่ละเจ้ามีระบบ web control panel ที่ไม่เหมือนกัน บ้างก็ใช้ cPanel หรือใช้ Plesk เพราะจะเหมาะกับ window server หรือใช้ DirectAdmin ตัวนี้ โฮสต์ในไทยส่วนใหญ่มักชอบใช้กัน อีกหนึ่งคำแนะนำคือถ้าหากอยากจะทำเว็บไซต์ให้เป็นและรวดเร็ว ลองลงทุนเช่าโฮสต์ตั้งแต่ตอนแรกเริ่ม เนื่องจากจะสามารถทำทุกอย่างให้เป็นออนไลน์ได้ รวมไปถึงจะเข้าไปทำเว็บไซต์จากคอมพิวเตอร์ตัวไหนก็สามารถเช่นกัน จึงไม่ต้องลงโปรแกรมจำลอง Server ให้เสียเวลาเลย ไหนจะต้องมาสร้าง Database อีก วิธีนี้ล้าหลังไปมากแล้วพอสมควร

โดยขอยกวิธีการติดตั้ง WordPress บน DirectAdmin ให้ดูเป็นตัวอย่างเนื่องจากนิยมใช้การเป็นส่วนใหญ่

  1. เข้าสู่ระบบของโฮสต์แต่ละเจ้าที่ถูกใจ (ดังนั้นจะขอใช้ Hoststom เป็นตัวอย่าง)
  2. เลือก Service เสร็จแล้ว จากนั้นเลือกแพ็คเกจโฮสต์ที่เราได้ซื้อไว้แล้ว
  3. คลิกที่ Login to direct admin
  4. จากนั้นจะเห็นที่หน้า home ของ direct admin มองด้านล่าง จะมีส่วนของตัวช่วยการติดตั้ง CMS ต่าง ๆ (App installer) โฮสต์ของเจ้านี้ใช้ Softaculous Auto Installer เป็นตัวช่วยติดตั้งให้ ดังนั้นสามารถคลิกไปที่สัญลักษณ์ WordPress ได้เลย
  5. คลิกที่ install now เพื่อเริ่มต้นเข้าสู่หน้าติดตั้ง WordPress
  6. ใส่ข้อมูลเริ่มต้นในการติดตั้ง  WordPress บนโดเมนที่ต้องการ จากนั้นก็คลิก install เพื่อสู่ขั้นตอนต่อไปได้เลย

เพิ่มเติมสำหรับขั้นตอนนี้คือในช่อง in directory ให้ปล่อยว่างไว้ ส่วน username กับ password ลองตั้งให้ยากๆ เข้าไว้ ไม่ควรใช้คำว่า admin ในการตั้งชื่อเด็ดขาดเพราะง่ายเกินไป เกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในเรื่องของรหัสที่ตัดสินใจใช้

  1. จากนั้นก็ติดตั้ง WordPress บน Direct admin เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

เห็นไหมไม่ยากเลยเพียงแค่ 7 ขั้นตอนสั้นๆ เท่านั้นเอง

และหลังจากนั้นหากจะต้องย้ายเว็บไซต์ขึ้นสู่ Host จริงละจะทำอย่างไร ไปติดตามกัน ไม่ยากอย่างแน่นอน

เริ่มจาก

1. Export SQL file จาก Database ของเราตอนที่ยังทำบน localhost อยู่ออกมา จากนั้นก็กด Go เพื่อทำการ Export เมื่อ Export ออกมาแล้วเราจะได้ไฟล์ .sql ออกมา

2. จากนั้นก็แก้ไขการตั้งค่าในไฟล์ .sql ที่เราทำการ export ออกมาเมื่อข้างต้น

โดยทำการเปิดไฟล์ในโปรแกรม Notepad++ และกด Ctrl+F

และก็คลิกที่แท็บ Replace จะเห็นตรง Find what ให้ใส่คำว่า localhost

ถัดมาตรง Replace with ให้ใส่ชื่อ Domain หรือชื่อเว็บไซต์ของตนเองที่ทำการจดไว้แล้ว

และสุดท้ายให้คลิกที่ Replace All แล้วทำการ Save ไฟล์ให้เรียบร้อย

ในส่วนของชื่อ Domain ของคุณ แทนคำว่า localhost ซึ่งหากใครจะใช้วิธีอื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

  3. Import .sql file

โดยขั้นตอนที่ 3 นี้ ให้นำไฟล์ที่เราทำงานแก้ไขเรียบร้อยแล้วจากเมื่อสักครู่นั้น Import เข้าไปใน Database ที่เราได้ทำการสร้างไว้กับทาง Host

จากนั้นคลิกที่เลือกไฟล์ แล้วให้เลือกเป็นไฟล์ .sql ที่แก้ไขไปเมื่อสักครู่ หากเสร็จเรียบร้อย กดที่ Go เพื่อเริ่มทำการ Import

4. มาสู่ขั้นตอนที่ 4 กันบ้าง มาถึงครึ่งทางแล้วอย่าเพิ่งท้อใจ ใกล้จะย้ายเสร็จสมบูรณ์แล้วล่ะ ให้เปลี่ยนชื่อ URL ในตาราง wp-options ในบรรทัดแรก จะสังเกตว่าคือ siteurl และจะเห็นว่า option_value ของเราจะเป็น http://localhost/ชื่อเว็บไซต์คุณ  เราจะมาเปลี่ยนเป็นชื่อ Domain หรือชื่อเว็บไซต์จริงๆ ของเรากัน โดยเปลี่ยน option_value เป็นชื่อเว็บไซต์ของเราได้เลย จากนั้นคลิก Go เพื่อบันทึก

5. แก้ไขการตั้งค่าใน wp-config

โดยตั้งเปลี่ยน DB_NAME, DB_USER, DB_PASSWORD,DB_HOST เสร็จแล้วก็บันทึกไฟล์ให้เรียบร้อย แต่เดี๋ยวก่อน ข้อมูล database พวกนี้จะเป็นข้อมูลจาก database ที่เราได้ทำการสร้างไว้กับทาง host จริงเท่านั้นนะ!

6. เริ่มทำการ upload ไฟล์ขึ้น Host จริง ผ่าน FileZilla ได้แล้ว

ซึ่งทำการ Connect ให้เรียบร้อย และ Upload ไฟล์ทั้งหมดไว้ใน public_html

7. มาสู่ขั้นตอนสุดท้ายกันแล้ว เพียงแค่เข้าไปลองเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาดู ว่าสามารถใช้งานได้แล้วหรือยัง

จบแล้ว! เห็นไหมว่า 7 ขั้นตอนของการย้ายไม่ได้ยากอย่างที่คิดไว้ใช่ไหมล่ะ ซึ่งขั้นตอนก็จะมีประมาณนี้เท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมเลือก Host ที่ถูกใจมาก่อนทำการติดตั้งล่ะ จากนั้นก็มาลงมือลองทำการติดตั้งบน Host จริงกันเลยดีกว่า ซึ่งจะช่วยลดเวลาได้ และขั้นตอนก็จะง่ายและรวดเร็วกว่ามากๆ หากใครยังคงสงสัยอยู่ค่อยๆ ศึกษา และทำตามทีละขั้นตอนอย่าใจร้อน รับรองทำตามยังไงก็ไม่มีพลาดไป และสุดท้ายเมื่อรู้วิธีการติดตั้งและการย้าย WordPress ขึ้นโฮสต์จริงแล้วอย่าลืมบอกต่อหรือแนะนำเพื่อนๆ คนรอบข้างได้ ถ้าทำเป็นแล้วมือใหม่อย่างเราก็ทำได้อย่างสบายๆ เลย