วิธีสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ทำยังไงบ้าง ไม่ต้องเขียนเว็บเอง!

วิธีสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ทำยังไงบ้าง ไม่ต้องเขียนเว็บเอง!

สำหรับใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือคิดอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ก็คงจะเคยคิดแวบๆ กันขึ้นมาในหัวบ้างแหละว่าการจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองนั้นมันยากขนาดไหน แถมต้องมานั่งตกแต่งและเขียนเว็บขึ้นมาเองอีก

ซึ่งไม่ว่าเราจะอยากเขียนบล็อกให้ความรู้คน หรือเขียนเพื่อบอกเล่าเรื่องราว เราต่างก็ต้องใช้เว็บไซต์เพื่อเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างเราและผู้รับสารกันทั้งนั้น ซึ่งถ้าหากได้อ่านบทความนี้เข้าไป รับรองได้เลยล่ะว่า ทุกคนจะต้องลบภาพความยากเหล่านั้นไปจากหัวได้แน่นอน เพราะแท้ที่จริงแล้ว การสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองในสมัยนี้ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย เมื่อได้มารู้จักกับ WordPress!

ความดีงามของ WordPress!

สำหรับใครๆ ที่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ WordPress แต่ไม่เคยรู้จักกับความดีงามของมันมาก่อนล่ะก็ เราจะบอกให้รู้กัน

WordPress หรือ CMS (Content Management System) ก็คือระบบการบริหารจัดการเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต หรือเป็นตัวช่วยในการช่วยเราสร้างเว็บไซต์นั่นเองล่ะ 

ในการจะสร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้นั้น ต้องมีอะไรบ้าง 

1. ชื่อโดเมน (Domain Name) 

ชื่อโดเมน พูดง่ายๆ ก็คือ ชื่อเว็บไซต์ของเรานั่นแหละ โดยหลักๆ เราต้องคำนึงก่อน ว่าเราต้องการจะเปิดธุรกิจหรือบริษัทเกี่ยวกับด้านไหน ถ้าเกี่ยวกับเกม แน่นอนล่ะว่า ชื่อโดเมนก็ควรมีคำว่า game แฝงตัวอยู่ หรือถ้าเกี่ยวกับธุรกิจอาหารก็ควรจะมีชื่อสินค้าหรือเมนูหลักๆ ที่เราต้องการมาตั้ง อะไรทำนองนี้นั่นเอง 

2. ไฟล์เว็บไซต์ของคุณ (Source Code Website) 

โดยทั่วไปแล้ว ไฟล์เว็บไซต์มักจะเป็นนามสกุล htm, html, php, asp, aspx ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้มากนั้น เราก็ขอแนะนำให้เลือกหา CMS แบบฟรี อย่างเช่น เว็บบล็อก (WordPress), เว็บร้านค้าออนไลน์ (Opencart, Magento), เว็บบอร์ด (phpBB3, SMF) อะไรทำนองนี้มาติดตั้งเป็นไฟล์เว็บไซต์เราได้เลย 

3. พื้นที่เว็บไซต์ หรือเว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) 

ต่อจากนั้น เราก็มาเลือกพื้นที่บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการจัดเก็บไฟล์ และเพียงเท่านี้เราก็จะนำข้อมูลลงเว็บไซต์ได้แล้วล่ะ

ขั้นตอนการเตรียมตัวสร้างเว็บไซต์

1. เตรียมที่อยู่สำหรับเว็บไซต์

ก่อนจะมีเว็บไซต์ ก็ต้องหาที่อยู่เว็บไซต์ให้มันซะก่อน ซึ่งที่อยู่เว็บไซต์ก็คือ Domain Name นั่นเอง โดยในปัจจุบัน Hosting ที่ให้บริการทางด้านนี้ก็มีเยอะแยะมากมายให้เลือกสรรเลยล่ะ โดยเราก็สามารถเลือกได้เลย รักคนไหน เลือกคนนั้นตามความเหมาะสมกันได้เลย ซึ่งพอเลือกแพ็คเกจได้แล้ว เราก็จะทำการจด Domain Name กันต่อนั่นเอง 

ซึ่งสำหรับเรื่องราคานั้น ก็จะมีเยอะแยะมากมายตามท้องเรื่อง โดยเราจะเห็นกันได้เลยว่า โฮสติ้งแบบ Customize Hosting นั้นจะมีราคาสูงกว่าโฮสติ้งแบบธรรมดา ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติแหละ เพราะแบบ Customize นั้น เราจะสามารถเลือกค่าต่างๆ ได้ตามที่เราต้องการ พร้อมอัปเดตเวอร์ชั่นต่างๆ มาให้แล้วพร้อมเสร็จสรรพด้วยเช่นกัน

และไม่ว่าเราจะเลือกแบบไหนก็ตาม สุดท้ายเราจะรู้ได้เองว่าแบบไหนที่มันตอบโจทย์กับการใช้งานของเราที่สุด ซึ่งเมื่อเลือกได้แล้ว ก็ถึงขั้นตอนของการชำระเงิน แล้วรอรับการยืนยันเพื่อใช้งาน Hosting กับ Domain Name กันต่อได้เลย

2. ดาวน์โหลดเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้  

ขั้นตอนต่อมาก็เตรียมไปดาวน์โหลดโปรแกรมที่มีชื่อว่า WordPress และ FileZilla กันต่อได้เลย เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้วก็ทำการ Install ให้เรียบร้อยเพื่อเปิดใช้งานโปรแกรม 

– กดเปิดโปรแกรม FileZilla ขึ้นมา แล้วกรอกรายละเอียด FTP Account ตามที่ได้รับในอีเมล
– กด Quickconnect แล้ว Directory ด้านล่างจะขึ้นมา
– จากนั้นไปที่ Folder
– กดไปที่ Public_html
– กดแตก Zip File ของโปรแกรม WordPress ที่เพิ่งดาวน์โหลดกันมา
– เข้าไปที่ Folder WordPress
– Copy ไฟล์ต่างๆ ของโฟลเดอร์นั้นไปวางใน public_html

ช่องทางในการดาวน์โหลด
WordPress : https://wordpress.org/download/
FileZilla : https://filezilla-project.org/download.php?type=client

3 ติดตั้ง WordPress และทำการสร้าง Database

หลังจากที่เราก็อปปี้ไฟล์ทั้งหมดลง Directory เรียบร้อยแล้ว

– ไปลองเรียก Domain Name ในเว็บบราวเซอร์
– กด Continue
– สร้าง Database ใน DirectAdmin ของ Hosting
– เข้า DirectAdmin จากลิงก์ที่เราได้รับในอีเมล
– ทำการ Log in เข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย
– จากนั้นให้เลือก Create New Database 
– นำข้อมูลกลับไปใส่ที่หน้าเว็บบราวเซอร์ที่ได้ติดตั้งไว้
– กด Submit แล้วรอสัก 2-3 นาที  

และเพียงเท่านี้แหละ เราก็จะได้เห็นกันแบบเต็มที่แล้ว การจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอะไรอย่างที่เราเคยคิดๆ กันไว้เลย ซึ่งเราก็จะสามารถครอบครองเว็บไซต์เป็นของตัวเองโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งเขียนเว็บเองให้ยากเย็นแสนสาหัสกันต่อไป 

อีกทั้งการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเนี่ย มันดีหลายอย่างมากๆ เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบล็อกให้กำลังใจคน ให้ความรู้คน บอกเล่าเรื่องราวเก้าสิบ หรือเพื่อเป็นการเอื้ออำนวยช่องทางการขายสินค้าหากเราทำธุรกิจ ก็สามารถทำได้แบบง่ายๆ แถมยังเป็นเครื่องมือในการการันตีการมีตัวตนอยู่ของธุรกิจเรา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ดังหรือธรรมดา เมื่อมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ถือเป็นเครดิตในการสร้างความน่าเชื่อถือได้ด้วย และเมื่อเราได้รู้จักกับ WordPress ทุกๆ อย่างก็เลยกลายเป็นเรื่องง่ายที่ดูลงตัวไปหมดซะทุกอย่างในพริบตาเลยทีเดียว 

อยากทําเว็บไซต์ฟรี ทำของที่ไหนดี? มาดู 10 เว็บสำเร็จรูปยอดฮิต

อยากทําเว็บไซต์ฟรี ทำของที่ไหนดี? มาดู 10 เว็บสำเร็จรูปยอดฮิต

เคยมั้ย คิดอยากจะมีเว็บไซต์เป็นอย่างคนอื่นเค้า แต่ก็ไม่รู้จะต้องทำยังไง แถมการจะสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้นั้นนอกจากยุ่งยากแล้วยังต้องมานั่งเสียเวลาไปกับการเขียนเว็บขึ้นมาเองอีกต่างหาก ซึ่งสำหรับใครที่มีแพลนจะสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองอยู่พอดีล่ะก็ต้องอ่าน เมื่อได้เจอบทความนี้เข้าไปการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป มาดูไปพร้อมๆ กันเลย กับสุดยอด 10 เว็บไซต์สำเร็จรูปยอดฮิตที่ติดท็อปใครๆ ก็ต้องการ เพราะนอกจากจะฟรีแล้วยังมีความดีงามนานัปการหลากหลายอีกต่างหาก

1. WordPress

ข้อดีของ WordPress

  • ข้อนี้ใครๆ ก็ชอบแหละ เพราะมันฟรีทุกประการ 
  • สามารถสร้าง ปรับแต่ง ลบ แก้ไขได้เลยจากอินเตอร์เน็ต ใช้งานได้ง่ายมาก
  • สามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา จะอยู่นอกบ้านหรืออยู่ที่ไหนก็ใช้งานได้หมด
  • มีการแยกเมนูที่ชัดเจน เช่น แยกส่วน Setting ออกจากส่วน Content ทำให้ดูใช้งานง่าย
  • จัดวางลูกเล่นได้ตามใจชอบ  
  • สามารถเลือกเปิดหรือปิดส่วนต่างๆ ของระบบเบื้องหลังในหน้าจอได้เองเลย
  • มีหลากหลายเทมเพลทสวยๆ และฟรีให้เลือกมากมาย 
  • มีปลั๊กอินฟรีและอัปเดตทุกสัปดาห์  
  • สร้างเมนูได้แบบง่ายๆ เพราะอะไรๆ ก็ไม่ซับซ้อน  
  • เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งานหลากหลายประเทศทั่วโลก

ข้อเสียของ WordPress

  • ความสามารถยังไม่รองรับมากเท่าไหร่ ถ้าเกิดกรณีจะทำเว็บไซต์ขนาดใหญ่
  • ลงปลั๊กอินเพิ่มเองไม่ได้ ต้องใช้ตามที่เค้ามี
  • ฟังก์ชั่นถูกจำกัดหลายตัว อยากใช้งานเพิ่มต้องเสียเงิน
  • พื้นที่ใช้งานมีจำกัด 
  • ลงธีมเพิ่มเองไม่ได้
  • มีป้ายโฆษณาติด หากต้องการเอาออกต้องเสียเงินเพิ่ม
  • ติด Google AdSense เพิ่มไม่ได้
  • เพิ่มเข้า Google Analytics เพื่อติดตามสถิติเว็บได้

2. Wix

ข้อดีของ Wix

  • ใช้งานง่ายขั้นสุด ไม่เคยทำเว็บไซต์มาก่อนก็สามารถทำเองได้เลย
  • คำศัพท์ในเว็บมักเป็นภาษาอังกฤษแบบเฉพาะตัว ช่วยให้เราได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปในตัว
  • ฟรีโดเมนในปีแรก 
  • ไม่ต้องมีบัตรเครดิตก็ใช้ได้
  • เหมาะกับมือใหม่หรือธุรกิจขนาดเล็กเป็นอย่างมาก เพราะใช้งานง่ายสุดๆ

ข้อเสียของ Wix

  • เพจสปีดทำได้ไม่ค่อยดี เพราะค่อนข้างช้า 
  • โหลดช้ามาก ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาชมอาจจะไม่พอใจได้
  • มีปลั๊กอินให้เลือกใช้ค่อนข้างจำกัด

3. Weebly

ข้อดีของ Weebly

  • มีองค์ประกอบให้เลือกใช้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นใส่ภาพ ใส่เพลง หรือใส่ภาพยนตร์ก็ทำได้ง่ายๆ 
  • เมื่อสมัครใช้งานก็เริ่มใช้โปรแกรมได้ทันที
  • รองรับภาษาไทย
  • ตกแต่งใช้งานเว็บไซต์ได้แบบง่ายดาย
  • ใช้งานง่ายมาก
  • เก็บสถิติผู้เข้าชมได้

ข้อเสียของ Weebly

  • ไม่สามารถแก้พื้นหลังได้
  • ฟีเจอร์ดีๆ ส่วนใหญ่ต้องเสียเงินซื้อ

4. Webnode

ข้อดีของ Webnode

  • ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว และที่สำคัญก็คือฟรี!
  • เหมาะกับผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของธุรกิจหรือแนวการขายเชิง e-commerce

ข้อเสียของ Webnode

  • ไม่รองรับภาษาไทย
  • บางเทมเพลตต้องเสียเงินเพิ่มเติม แต่ไม่ได้แจ้งไว้

5. Jimdo

ข้อดีของ Jimdo

  • ใช้งานง่ายมาก แค่เข้าเว็บก็เริ่มใช้งานสร้างเว็บไซต์ได้ทันที
  • สามารถออกแบบเว็บไซต์หรือเลือกสร้างเค้าโครงเว็บไซต์ได้เอง
  • เหมาะกับคนที่ต้องการขายสินค้าในเว็บไซต์ เพราะสามารถกดเพิ่มรายการสินค้า เลือกวิธีการชำระเงินและดำเนินการขายสินค้าได้ทันที
  • กดแชร์ข้อมูลเว็บไซต์ไปยัง Facebook หรือ Twitter ได้แบบง่ายดาย
  • มีฟังก์ชั่นช่วยให้ติดหน้า SEO ของทาง Google

ข้อเสียของ Jimdo

  • ต้องเสียเงินอัปเกรดเพิ่มในส่วนของการทำ SEO เพื่อให้ติดหน้าท็อปเพจของ Google
  • ต้องเสียเงินเพิ่มหากจะนำโฆษณาของเว็บ Jimdo ออก

6. Strikingly

ข้อดีของ Strikingly

  • เหมาะกับมือใหม่ 
  • ใช้งานง่าย
  • มีลูกเล่นให้เล่นเยอะ

ข้อเสียของ Strikingly

  • ไม่เป็นที่นิยมมากนัก
  • ไม่เหมาะกับเว็บที่มีข้อมูลเยอะๆ

7. Site123

ข้อดีของ Site123

  • ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจ
  • สามารถใช้งานออกแบบเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ข้อเสียของ Site123

  • โฆษณาเยอะ (ถ้าจ่ายเงินก็เอาออกได้)
  • ไม่มี Layout ให้เลือกเยอะนัก หน้าตาแบบเดิมๆ

8. Webstarts

ข้อดีของ Webstarts

  • เป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ  
  • มีฟีเจอร์หลากหลายให้เลือกปรับแต่งได้ตามต้องการมากมาย  

ข้อเสียของ Webstarts

  • ไม่เหมาะกับการทำเว็บแบบ Mobile-friendly
  • มีเทมเพลตให้เลือกเยอะ แต่คุณภาพไม่ได้ดีมากนัก

9. Webs.com

ข้อดีของ Webs.com

  • สมัครง่ายและใช้งานได้ฟรี
  • มีเครื่องมือในการตกแต่งเว็บไซต์มากมาย
  • สามารถเห็นข้อมูลสถิติการเข้าชมของลูกค้าได้

ข้อเสียของ Webs.com

  • ไม่มีเทมเพลตแบบสำเร็จรูปให้เลือก ต้องมานั่งตกแต่งวางโครงเอง

10. Blogger.com

ข้อดีของ Blogger.com

  • เหมาะกับคนที่ชอบเขียนบล็อกเป็นชีวิตจิตใจ
  • ชอบแลกเปลี่ยนข้อมูล ชอบแชร์สิ่งดีๆ ให้คนอื่นได้รับรู้แนะนำเลย เพราะอิสระมากๆ
  • ได้แสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่
  • ได้เพื่อนใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ กับเราเพิ่มขึ้น

ข้อเสียของ Blogger.com

  • บางคนสมัครเข้ามาเล่นก็ให้ข้อมูลผิดๆ 
  • บางทีก็ดูไม่น่าเชื่อถือในกลุ่มลูกค้า เพราะไม่มีอะไรมาการันตีความน่าเชื่อถือของเราได้มากเท่าที่ควร
  • ไม่เหมาะกับธุรกิจ

ซึ่งทั้ง 10 เว็บไซต์ที่เราได้หยิบมาฝากกันในวันนี้ ก็นับว่าเป็นสุดยอดช่องทางในการทำเว็บไซต์ฟรีที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว เพราะทั้ง 10 เว็บไซต์เหล่านี้นอกจากจะให้บริการฟรีแล้วยังมีลูกเล่นสุดหรูแพรวพราวให้เลือกเล่นตั้งมากมาย 

ไม่ว่าการทำเว็บไซต์จะเคยเป็นเรื่องยากขนาดไหนในความคิดของเรา แต่เมื่อได้เจอ 10 เว็บไซต์นี้เข้าไปก็รับรองได้เลยว่า คุ้มและเจ๋งกว่านี้ไม่มีอีกแล้วล่ะ!

12 เทคนิคเพิ่มความเร็ว WordPress ให้เว็บโหลดเร็ว!

12 เทคนิคเพิ่มความเร็ว WordPress ให้เว็บโหลดเร็ว!

เคยมั้ย เวลากดลิงก์เข้าชมบางเว็บไซต์แล้วรู้ว่ามันนานแสนนานกว่าหน้าเว็บจะโหลดเสร็จ จนบางครั้งก็ต้องถึงกับทำหน้าฉงนว่ามันเป็นที่เว็บไซต์หรือเป็นที่อินเทอร์เน็ตบ้านเราเองกันแน่ ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ การที่หน้าเว็บไซต์เกิดอาการโหลดช้าหรือค้างเติ่งนั้นนั่นก็เป็นเพราะว่า เจ้าของเว็บไซต์ขาดเทคนิคเพิ่มความเร็วให้กับเจ้าตัวเว็บไซต์นั่นเอง 

ซึ่งวันนี้ เราจะไปติดจรวดทำเว็บให้โหลดเร็วพร้อมๆ กันด้วยเทคนิค WordPress ทำยังไงให้หน้าเว็บมีความเร็วไวกว่าแสง เทคนิคง่ายๆ มีเท่านี้เอง!

1. เรื่องของ Theme ก็สำคัญ

เพราะการเลือก Theme ผิดจะส่งผลต่อความเร็วของตัวเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน โดย Theme ที่ดีและเร็วมากๆ ตัวหนึ่งเลยก็คือ Genesis Framework ของ WPEngine และ Themeforest ที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมในหมู่แวดวงการเพิ่มความเร็วของเว็บนั่นเอง 

การเลือกใช้ Page Builder ซึ่งเป็นตัวช่วยให้เราสามารถปรับแต่งหน้าเว็บให้สวยงามด้วยปลายเม้าส์คลิกก็เช่นกัน จะต้องเลือกให้ดี เลือกพลาดอาจทำให้เว็บเรากลายเป็นหนักแล้วอืดได้ 

2. ต้องบีบอัดรูปภาพ

รูปภาพถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะส่งผลให้หน้าเว็บของเรานั้นเร็วขึ้นหรือช้าลง ซึ่งเมื่อเรานำไฟล์รูปไปเข้าโปรแกรมบีบอัดรูปภาพก็จะทำให้ขนาดของไฟล์ภาพนั้นมีขนาดเล็กลงมากถึง 60% กันเลยทีเดียวล่ะ ซึ่งตัวที่เราอยากจะแนะนำก็มี ShortPixel, Imagify, Compress JPEG หรือ Smush Image ที่เป็นปลั๊กอินชื่อดังนั่นเอง 

โดยไฟล์ PNG จะเป็นไฟล์ที่เหมาะกับงานกราฟฟิค ส่วนไฟล์ JPEG จะเหมาะกับรูปถ่าย แต่ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ไหนก็สามารถบีบอัดก่อนอัพโหลดขึ้นเว็บได้ง่าย เครื่องมือออนไลน์มีให้เลือกมากมายตามที่เราสะดวกจะใช้ 

คำศัพท์เวลาเรากด compress (บีบอัด) ภาพมีอย่างสองคำด้วยกัน ที่จะทำให้ได้ผลที่แตกต่างกัน

Lossy – ใช้บีบอัดขนาดรูปที่มีขนาดใหญ่มาก และจะเสียคุณภาพและความคมชัดของรูป

Lossless – ใช้บีบอัดรูปที่ขนาดเล็กลงมาหน่อย แต่คุณภาพและความคมชัดของรูปไม่เสีย

3. ติดตั้ง Plugin เท่าที่จำเป็น

เนื่องจากการติดตั้ง Plugin น้อยเกินไป ก็ทำให้เว็บทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอตามที่เราต้องการ แต่ถ้าติดตั้งมากเกินไปก็ทำให้เว็บโหลดช้าลงอีก ซึ่งอาจจะเป็นเฉพาะบางปลั๊กอิน ไม่ใช่ว่าเป็นทุกตัว ใครที่โหลดปลั๊กอินไว้เยอะ อาจจะต้องมานั่งดูกันว่าปลั๊กอินอันไหนที่ไม่ต้องการ แล้วอันไหนที่เป็นตัวการทำให้เว็บช้า 

4. ใช้ Content Delivery Network หรือ CDN

หากเราใช้ CDN เข้ามาช่วยเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ของเราล่ะก็ มันจะช่วยให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก อย่างเช่น Cloudflare นั้นถือเป็นเจ้าดังที่ให้บริการทางด้าน CDN แบบโดยเฉพาะ แถมให้บริการ ฟรี! อีกด้วยนั่นเอง อีกทั้ง CDN ความเจ๋งของมันยังช่วยป้องกันเหล่าแฮกเกอร์ให้ไม่สามารถเข้ามาล้วงลับเอาข้อมูลของเราไปแบบง่ายๆ ได้อีกด้วยล่ะ

5. เก็บ Cache ใน Browser 

เพราะการเก็บ Cache บนบราวเซอร์นั้นจะช่วยทำให้เว็บโหลดเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็คือการฝังข้อมูลเล็กๆ อย่างคุ้กกี้ลงบน Browser อย่าง Chrome, IE, และ Firefox นั่นเอง เมื่อเป็นแบบนั้นถ้าเกิดว่ามีผู้เข้าชมเว็บที่ได้ฝังคุ้กกี้ลงไปในเบราเซอร์เข้ามาชมเว็บอีกครั้ง ก็โหลดเว็บครั้งใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องโหลดใหม่ตั้งแต่แรก การโหลดเว็บสำหรับผู้เข้าชมก็จำเร็วขึ้นกว่าเดิมที่ควรเป็น

6. ใช้วิธีการ Minify Code และ Concatenate Files

เนื่องจากทั้งสองตัวนี้จะช่วยทำให้ขนาดและจำนวนโค้ดของเว็บไซต์เรานั้นมีขนาดเล็กลงได้ ซึ่งการ Minify Code ก็คือนำส่วนของโค้ดหรือสิ่งที่ไม่จำเป็นต่างๆ ออก และการ Concatenate Files ก็คือ การรวมไฟล์หลายไฟล์ให้มาอยู่ในไฟล์เดียวกันนั่นเอง โดยตัวที่ทางเราอยากจะขอแนะนำก็คือ Autoptimize เพราะสามารถทำงานได้ทั้งสองอย่างเลยทีเดียวล่ะ

7. ใส่ข้อมูลจากเว็บนอกให้น้อยที่สุด

เพราะบางเว็บไซต์ชอบนำข้อมูลเว็บจาก Youtube หรือนำรูปที่มาจากเว็บด้านนอกมาแปะ ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่รู้เลยว่า ขนาดที่เรานำมาแปะในเว็บไซต์ของเรานั้นมันจะทำให้เว็บเราหน่วงลงขนาดไหน ดังนั้น ทางที่ดี ก่อนจะนำข้อมูลลงมาแปะในเว็บไซต์ของเรานั้นก็ต้องศึกษาให้ดีก่อนนั่นเอง อย่าแปะไฟล์อะไรให้ใหญ่ หรือเยอะสิ่งมากจนเกินไป

8. ทำ Lazy Load

การทำ Lazy Load จะเหมาะมากๆ กับเว็บไซต์ที่มีรูปเยอะ และมีเนื้อหาเยอะเป็นบล็อคหลายหัวข้อ ซึ่งถ้าเราทำ Lazy Load เมื่อผู้ชมยังเลื่อนลงมาไม่ถึงด้านล่าง รูปก็จะยังไม่ทำการโหลดขึ้นมาให้เห็น วิธีนี้ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วเว็บได้มากโขเลยทีเดียวเชียวล่ะ

9. ลบ Render-blocking Javascript

ตอนที่เว็บกำลังโหลด เบราเซอร์ต้องสร้าง DOM tree เพื่อวิเคราะห์โค้ด HTML ในระหว่างที่กำลังโหลดถ้าเกิดเบราเซอร์ต้องเจอ Script ระหว่างทาง ก็จะทำให้การโหลดหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ Google ก็จะขอให้เว็บไซต์ทั้งหลายหลีกเลี่ยงการใช้ blocking JavaScript ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องปรึกษาคนที่เขียนเว็บให้กับเราว่าเว็บมีปัญหานี้ไหม ต้องแก้ยังไง

10. ลดการ Redirects

การ redirect จากเพจหนึ่งไปอีกเพจหนึ่ง ทำให้ผู้เข้าชมเพจต้องเจอกับการโหลดที่ยาวนานขึ้น แม้จะแค่เล็กน้อย แต่ก็ยังนับว่าเป็นการทำให้สปีดลดลงอยู่ดี แม้จะไป homepage เหมือนกันแต่แพทเทิร์นกลายเป็น www. กับ m. ที่แตกต่างกันก็ทำให้การโหลดช้าลงแล้ว ดังนั้นจะให้ดีที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงการใช้การ redirect ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

11. ลดขนาดของ CSS, JavaScript และ  HTML

โค้ดที่ใช้ก็ต้องการการย่อส่วนเช่นกัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้คนที่เขียนโค้ดเป็นจะเข้าใจว่าต้องทำยังไง เช่น ลบโค้ดที่ไม่ต้องการออก การลบอักขระหรือเครื่องหมายวรรคตอนอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป การจัดฟอร์แมตให้สวยงาม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญให้เว็บเพจโหลดเร็วขึ้นได้

12. เลือก Hosting ให้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การเลือก Hosting นั้น เปรียบเสมือนการเลือกทำเลที่ตั้งในการขายของ ถ้าเราเลือกทำเลดี เราก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งข้อมูลทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา รูปภาพ หรือข้อมูลต่างๆ นานานั้น จะถูกรวบรวมและฝากฝังอยู่บน Hosting ที่เราเลือกขึ้นมานั่นเอง 

โดยการเลือกจะอ้างอิงจากการพิจารณาด้วยลักษณะการใช้งานของเรา ชื่อเสียงของบริษัท ตำแหน่งที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ เทคนิคคอลซัพพอร์ต ราคาหรืออื่นๆ ตามแต่ความเหมาะสมนั่นเอง อีกทั้งโฮสติ้งที่ดีจะต้องมีเวอร์ชั่นของ PHP อยู่ที่ 7+ มี MySQL 5.6+ และหน่วยความจำต่ำสุดที่ 64 MB หรือถ้าได้ที่ 128 MB+ ก็จะได้เปรียบมากๆ โดยเวลาโหลดของเว็บไซต์ที่เหมาะสมนั้นมีควรอยู่ในประมาณไม่เกิน 200 ms.

แล้วสำหรับหลายคนที่กำลังเริ่มทำเว็บไซต์ หรือกำลังอยากย้ายโฮสติ้งพอดี อย่าลืมแวะไปดูแพ็กเกจเว็บโฮงติ้งจาก VPS Hispeed กันนะ แพ็คเกจของเรามีหลากหลาย รองรับลูกค้าหลายประเภท แม้จะเป็นมือใหม่ก็ใช้งานได้ไม่ยาก สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181, 096 238 7242, 082 018 9138

สรุป

ซึ่งทางเราก็ขอรับรองตรงนี้เลยว่า หากทุกคนลองนำทั้ง 12 ข้อนี้ไปลองปรับใช้งานกับหน้าเว็บไซต์ของตัวเองกันดูล่ะก็ จะต้องร้องทึ่งในความเร็วปานจรวดของเว็บเราในแบบที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนที่ไหนแน่นอน และการที่เว็บไซต์ของเรามีความเร็วไวดุจความไวแสงนี่แหละ ก็จะช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ติดใจและอยากจะกดเข้ามาใช้งานเว็บเราในทุกๆ วัน เพราะลองคิดภาพตามดูนะ เมื่อเรารู้ว่าเว็บนี้โหลดช้า เราก็คงไม่อยากจะกลับมาใช้บริการอีกแล้วในวันหน้า

อีกทั้งหากใครได้ลองนำเทคนิคนี้ไปใช้แล้วอยากรู้ว่าความเร็วเว็บเราเพิ่มขึ้นบ้างมั้ย ก็ลองไปใช้บริการเช็กความเร็วในเว็บ GTMetrix, Pingdom, และ Google PageSpeed กันได้เลย เพื่อจะได้หาต้นตอกันได้แบบถูกจุด ว่าสรุปแล้วที่เว็บเราช้านั้น มันช้าเพราะอะไร จะได้มาแก้ไขกันต่อไปให้ถูกที่และถูกทางนั่นเอง

โดนไวรัสซะแล้ว! มาดูวิธีแก้ไขเว็บไซต์ติดไวรัส ต้องทำยังไง

โดนไวรัสซะแล้ว! มาดูวิธีแก้ไขเว็บไซต์ติดไวรัส ต้องทำยังไง

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่าปวดหัวเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาเว็บไซต์ติดไวรัส เพราะนอกจากจะส่งผลโดยตรงทำให้เว็บเราโหลดช้าลงแล้วนั้น ยังทำให้หน้าเว็บไซต์แสดงข้อมูลรวนและผิดพลาดมั่วซั่วเข้าไปอีก ดังนั้นวันนี้ ทางเราก็เลยมีวิธีแก้เว็บติดไวรัสมาฝากกัน ใบ้ให้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด ถ้าอยากรู้แล้ว ไปดูกันเลย!

เพราะอะไรเว็บถึงโดนไวรัส

ก่อนจะไปดูกันถึงวิธีแก้ เรามาดูกันก่อนว่าสาเหตุของการโดนไวรัสนั้น มันเกิดจากอะไร

  • อัปโหลดไฟล์ผ่าน FTP เพราะมันจะมีไวรัสแฝงตัวอยู่ด้วย
  • รหัสผ่านง่ายต่อการแฮก
  • ใช้สคริปที่แจกฟรีตามอินเทอร์เน็ต
  • กำหนดค่า Permission เป็น 775 หรือ 777 ให้กับไฟล์ข้อมูล
  • ทำการเรียกใช้ JS Script จากเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปมาก่อน

แก้เว็บติดไวรัสกันยังไงดี

1. Backup ข้อมูลสำรองไว้ก่อน

ก่อนจะทำการใดๆ ให้เราทำการแบคอัปข้อมูลสำรองไว้ก่อนเสมอ เผื่อมีปัญหาอะไรจะได้กู้คืนกลับมาได้

2. ใช้โปรแกรมที่เปิดดู Code ของเว็บไซต์ได้

ในหน้า Index ของเว็บเรา ให้ลองเข้าไปตรวจดูว่ามี Code แปลกๆ ซ่อนตัวอยู่หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วจะมีหน้าตาเป็น <script> </script> เมื่อเจอล่ะก็ ให้ทำการลบมันให้หมด แล้วกดเซฟ

google-search-console-หน้าตา-interface

3. ขอใช้งาน Google Webmaster Tools (หรือตอนนี้เปลี่ยนเป็น Google Search Console)

จากนั้นให้เข้าไปที่ https://www.google.com/webmasters/tools/ เพื่อทำการลงทะเบียนขอใช้งาน Google Search Console

4. เพิ่มเว็บไซต์เข้าไปใน Google Search Console

จากนั้น ให้เราทำการเพิ่มเว็บไซต์ของเราเข้าไปใน List ของ Google Search Console

5. ทำตามคำสั่งของเว็บ Google Search Console

จากนั้น เว็บจะขึ้นขั้นตอนให้เราทำตาม เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็คลิกไปที่ More Details  

6. ตรวจดูรายละเอียดของปัญหา

เมื่อเราคลิกดู More Details เราก็จะพบกับเหล่าต้นตอของการโดนไวรัสขึ้นมาเต็มไปหมด โดยทาง Google จะแจ้งให้เราทราบว่าเจอปัญหาจากอะไรบ้าง และมันจะทำการล้างไวรัสออกให้เราหมดเลย เพียงเท่านี้แหละ รออีกประมาณ 1-2 วัน ก็จะพบกับความปกติของเว็บไซต์กลับมาแล้ว

7. อัปเดตข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ

จากนั้นให้เราทำการอัปเดต WordPress, Theme, และ Plugin ทั้งหมด พร้อมทั้งเปลี่ยนพาสเวิร์ดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ล็อกอิน, ftp, และระบบ host account เพื่อป้องกันการโดนแฮ็กข้อมูล

ทำยังไงไม่ให้เว็บโดนไวรัส

secure-wordpress-virus-malware-checklist

1. ทำการติดตั้ง SSL certificate ให้กับเว็บไซต์ 

เพื่อเป็นการเพิ่มระดับความปลอดภัย ให้เราทำการติดตั้ง SSL Certificate ให้กับเว็บไซต์ อีกทั้งวิธีนี้ยังทำให้ Google ช่วยดึงเว็บไซต์เราให้ติดหน้าท็อปเพจของ Google ได้อีกด้วย เพราะ Google จะให้คะแนนเว็บไซต์ที่มีความปลอดภัยเพราะดูที่น่าเชื่อถือมากกว่านั่นเอง 

อ่านต่อ: ความแตกต่างของ SSL 3 ระดับ

2. เลือกใช้ Theme และ Plugin ที่น่าเชื่อถือ 

เพราะของฟรีไม่ได้ดีเสมอไป เพราะบางตัวนี่แหละ กลับเป็นตัวที่นำพาไวรัสเข้ามากลืนกิน เทคนิคในการเลือกซื้อ Theme หรือ Plugin ที่ดีคือดูยอดจำนวนคนใช้งานธีมหรือปลั๊กอินเหล่านั้นว่ามีคนใช้เยอะไหม แล้วอย่าลืมอ่านรีวิวว่ารีวิวส่วนใหญ่เป็นยังไงบ้าง

3. หมั่นอัปเดต WordPress, Theme, และ Plugin 

เพราะการอัปเดตข้อมูลเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ไม่โดนแฮ็กเกอร์ล้วงลับข้อมูลออกไปได้ เพราะการรักษาความปลอดภัยก็จะถูกอัปเดตไปด้วยตามเวอร์ชันใหม่ๆ ที่เราอัปเดตนั่นเอง

4. เปลี่ยนพาสเวิร์ดบ่อยๆ 

เพื่อให้การแฮ็กยากขึ้นไปอีก เราต้องเปลี่ยนพาสเวิร์ดให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องตั้งพาสเวิร์ดให้เดายากที่สุดไปอีกด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งจริงๆ ก็แล้วแต่เราสะดวกว่าอยากจะเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน อาจจะทุกหนึ่งเดือน ทุกสามเดือนก็แล้วแต่ แต่ควรมีการเปลี่ยนบ่อยๆ อย่าลืมหาที่เก็บหรือจดบันทึก password ที่ปลอดภัยด้วยนะ

และนี่แหละ ก็เป็นเหล่าวิธีการป้องกันและแก้ไขเมื่อเว็บไซต์ของเราโดนไวรัสคืบคลาน อาจจะดูไม่ใช่เรื่องยากในการแก้ไข แต่การป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีกว่าเสมอนะทุกคน

แล้วสำหรับหลายคนที่กำลังเริ่มทำเว็บไซต์ หรือกำลังอยากย้ายโฮสติ้งพอดี อย่าลืมแวะไปดูแพ็กเกจเว็บโฮงติ้งจาก VPS Hispeed กันนะ แพ็คเกจของเรามีหลากหลาย รองรับลูกค้าหลายประเภท แม้จะเป็นมือใหม่ก็ใช้งานได้ไม่ยาก สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181, 096 238 7242, 082 018 9138

Reseller Hosting คือ เหมาะกับใคร ปี 2019 แล้วยังมีอยู่ไหม?

Reseller Hosting คือ เหมาะกับใคร ปี 2019 แล้วยังมีอยู่ไหม?

หลายๆ ท่านยังคงสงสัยว่า Reseller Hosting นั้นคืออะไร ปี 2019 ยังมีการใช้งานอยู่หรือไม่ แล้วเจ้า WHMCS ต่างจากเจ้า Reseller Hosting หรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร และทำไม Reseller hosting ราคาถูกหรือราคาแพงขึ้นอยู่กับอะไร วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณได้คำตอบกัน 

Reseller Hosting คืออะไร?

Reseller Hosting คือ บริการที่เปิดให้ผู้ที่ต้องการ ให้เป็นผู้ให้บริการสามารถเช่า Web Hosting มาแบ่งขายอีกถอดหนึ่ง ซึ่งจำนวน Resource เช่น Disk Space และ Bandwidth จะขึ้นอยู่กับ Package ที่ผู้ให้บริการคนแรกเป็นผู้กำหนด และคุณสามารถเลือกซื้อ Package นั้น แล้วค่อยนำมาแบ่งขายให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ อีกเป็นทอดๆ ซึ่งคุณสามารถตั้งราคา สร้างกำไรเองได้จากตรงนี้ 

WHMCS คืออะไร? เกี่ยวอะไรกับ Hosting

WHMCS คือ PHP script ระบบ Billing บนเว็บไซต์สำหรับธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมกิจการ Hosting จำเป็นต้องมีไว้ใช้ หลีกหนีการทำบัญชีลูกค้าแบบเดิมๆ แล้วมาใช้ WHMCS เพื่อการง่ายและประหยัดเวลาในการดำเนินงาน โดยโปรแกรมสามารถเชื่อมต่อไปยัง Control Panel และ ระบบจดทะเบียนโดเมนต่างๆ และสามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมระบบออกบิล ใบเสร็จ ตามกำหนดรอบชำระเงิน

ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญไหมถึงจะเป็น Reseller ได้

แน่นอนว่าไม่ต้องถึงขนาดต้องเชี่ยวชาญ แต่ก็ควรมีความรู้พอประมาณที่จะสามารถตอบคำถามต่างๆ กับลูกค้าของคุณได้ในเบื้องต้น โดยที่หน้าที่ของการแก้ไขปัญหาจะเป็นของ Hosting Provider ที่คุณเลือกทำงานด้วยจะคอยเป็นคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังและคอยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เอง

การทำ Reseller Hosting สามารถทำกำไรได้ยังไงบ้าง

การทำ Reseller Hosting ข้อดีอันแรก ก็คือ ธุรกิจนี้สามารถสร้างกำไรให้กับบริษัทได้ โดยที่คุณไม่ต้องเหนื่อยและลงแรงมากมาย เพราะหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นทางผู้ให้บริการ Hosting ที่คุณเลือกให้เป็นฝ่ายทำงานอยู่เบื้องหลัง สำหรับการกำหนดราคา แน่นอนว่า คุณสามารถเลือกกำหนดได้เอง จึงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้อีกทางให้กับคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากคุณมีฐานลูกค้าหลากหลายกลุ่ม การทำ Reseller Hosting นี้จะเป็นช่องทางสร้างรายได้และกำไรระยะยาวให้คุณอีกทางหนึ่งเลย  

จะเลือกผู้ให้บริการ Hosting ยังไง?

ปัญหาโลกแตก อีกอย่างสำหรับคนที่อยากมีเว็บไซต์ หรือทำเว็บไซต์ ก็คือ จะเลือกใช้บริการ Web Hosting กับผู้ให้บริการไหนดี ดังนั้นหัวข้อนี้จึงขอบอกหลักในการเลือก Web Hosting แบบง่ายๆ ตรงประเด็น ดังนี้

  • เลือกผู้ให้บริการที่ดูน่าเชื่อถือ ดูเบื้องต้นได้จากองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ผู้ให้บริการอ้างอิง (ดูได้ที่หน้าเว็บฯ) เช่น ผู้ให้บริการในไทยสังเกตสัญลักษณ์ Registered ของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) เป็นต้น
  • เรื่องราคาค่าบริการ Web Hosting บางรายถูกมาก reseller hosting ราคาถูกก็มีได้หลายสาเหตุ เช่น ผู้ให้บริการต่างประเทศจะมีราคาถูกกว่า เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า ส่วนผู้ให้บริการบางรายราคาสูงกว่า สาเหตุก็มาจาก ต้นทุนในการดำเนินการ เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ประสิทธิภาพสูง-อุปกรณ์อย่างดี ใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ถูกต้อง ดังนั้นเรื่องนี้ต้องใช้คำว่า “คุณภาพตามราคา”
  • เลือกระหว่าง Linux Hosting กับ Windows Hosting สำหรับผู้พัฒนาเว็บไซต์คงเลือกไม่ยาก แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ให้ดูง่ายๆ คือ ดูว่าเว็บไซต์เราพัฒนาด้วยภาษา (โปรแกรม) อะไร และใช้ฐานข้อมูลอะไรเป็นต้น  
  • ดูจากลูกค้าที่ใช้บริการกับผู้ให้บริการนั้นๆ หากมีลูกค้ารายใหญ่ๆ เช่นบริษัทฯ, องค์กรใหญ่ๆ หรือเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูง ก็ทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าผู้ให้บริการมีความน่าเชื่อถือ

จากข้อมูลที่เราได้รวบรวมมาให้คุณคงทำให้หายสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง Reseller hosting คืออะไร ซึ่งก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่าแม้จะอยู่ในปี 2019 เจ้า Reseller hosting ยังคงสามารถสร้างรายได้และกำไรให้คุณได้อย่างไม่น่าเชื่อ หากคุณรู้จักการปรับตัวและหาลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาสั่งซื้อ Reseller hosting กับคุณ 

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจ Reseller hosting และกำลังมองหน้า Provider ที่เป็นมืออาชีพและมีคุณภาพ ลองพิจารณาแพ็กเกจ Reseller เว็บโฮงติ้งจาก VPS Hispeed ดู Cloud VPS ของเราสามาถปรับแต่งได้เต็มรูปแบบ แม้จะเป็นมือใหม่ก็ใช้งานได้ไม่ยาก สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181, 096 238 7242, 082 018 9138

15 คำศัพท์เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องทำเว็บมากขึ้นทันที

15 คำศัพท์เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องทำเว็บมากขึ้นทันที

เดี๋ยวนี้หายใจเข้าออกอะไรก็เป็นเรื่องของโลกออนไลน์ อย่างการทำเว็บไซต์เมื่อก่อนเป็นเรื่องของโปรแกรมเมอร์ นักเขียนเว็บ แต่เดี๋ยวนี้คนที่ไม่มีความรู้ก็สร้างเว็บเองได้ง่ายๆ เลยแหละ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้น ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานก่อนนะ จะได้เอาไปพัฒนาต่อยอดความรู้ต่อได้

เราเลยจะขอพาไปรู้จัก 15 คำศัพท์เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจเรื่องการเขียนเว็บผ่าน WordPress มากขึ้น มีอะไรบ้างนั้น ไปดูกัน!

การใช้งานที่ลื่นไหลบนทุกอุปกรณ์และทุกขนาดหน้าจอ

Responsive Web Design คือ

คือ การทำเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลได้ดี ใช้งานดีและลื่นไหลได้บนขนาดของหน้าจอต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงผู้ชมได้อย่างง่าย ไม่ว่าพวกเขาจะเสิร์ชหาข้อมูลจากช่องทางไหน เช่น คอมพิวเตอร์ Desktop, Notebook, Tablet หรือจะ  Mobile ก็สามารถรับข้อมูลได้อย่างเหมาะสมและสมบูรณ์มากที่สุด

WordPress คือ

คือ หนึ่งในระบบ CMS หรือ Content Management System ที่นิยมกันมากที่สุดในโลก เป็นซอฟต์แวร์ที่เราสามารถล็อกอินเข้ามาดูแลจัดการได้ เหมาะสำหรับคนทำเว็บเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะ WordPress เป็น CMS ที่พัฒนาต่อได้ง่าย ทำให้มีนักพัฒนาทั่วโลกออกมาพัฒนา Plug-ins ให้เราสามารถเลือกใช้กันอย่างมากมาย นอกจากนี้ยังสามารถ ปรับแต่งสร้าง Theme หรือ Template ได้ง่ายอีกด้วย

Domain Name & Hosting/Web Server คืออะไร ต่างกันยังไง

Domain Name & Hosting และ Web Server ต่างๆ เป็นพื้นที่การทำงานบนเว็บไซต์ ซึ่งวันนี้เราจะอธิบายความแตกต่างให้ทุกคนได้รู้กัน โดยเริ่มจาก

หาก Hosting เปรียบเสมือนบ้าน ดังนั้น Domain Name ก็คือ ชื่อที่อยู่บ้าน โดย Hosting คือ พื้นที่ที่เจ้าของโครงการบ้านนั้น จะเตรียมตัวบ้าน และทรัพยากรที่จำเป็นต่างๆ ให้เหมาะสมกับคุณ และยังเป็น ผู้ที่คอยช่วยเหลือคุณ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นด้วย   ส่วน Domain Name คือ ชื่อที่อยู่บ้าน หรือการความแตกต่าง และบ่งบอกความเป็นตัวคุณ ซึ่งชื่อ Domain Name นั้น จะต้องไม่ซ้ำเว็บอื่นๆ ถึงจะใช้เป็น .com ได้ นอกจากนี้ยังมีนามสกุลอื่นๆ ที่เป็นตัวเลือก ให้เราสามารถเลือกใช้ได้ไม่แพ้ .com เลย เช่น .co .io เป็นต้น

ส่วน Web Server เปรียบเสมือนกับพื้นที่เช่า หรือซื้อมาเพื่อใช้งาน ซึ่งมีให้เลือกหลากหลาย ตามที่เหมาะกับเรา เช่น Shared Hosting เป็น พื้นที่เว็บไซต์ ที่ต้องไปแชร์บ้านเช่ากับคนอื่นๆ  ซึ่งหากใครทำให้บ้านเช่านี้เกิดไม่ดี เราก็อาจโดนผลกระทบไปด้วย ซึ่งข้อดีคือ ที่มีราคาถูกมาก

Cloud Hosting เป็น พื้นที่เว็บไซต์ ที่เราเป็นเจ้าของบ้านแต่เพียงผู้เดียว จึงทำให้เราสามารถปรับแต่งอะไรได้ง่ายๆ เพียงแต่มีราคาที่แพงกว่า และต้องมีความรู้เรื่องของ Server พอสมควร หรือ Cloud VPS Hosting ที่เป็น Server ที่สามารถติดตั้ง VPS Server ย่อยเข้าไปได้อีก ซึ่งเหมาะกับธุรกิจ Reseller ที่ให้บริการ Server ย่อยไปอีกทีหรือธุรกิจ Agency ที่ต้องการแบ่งเช่า Server ให้กับลูกค้าอีกที

SSL คือ

เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตแล้วเข้าเว็บต่างๆ เราจะเห็นสัญลักษณ์กุญแจหน้าชื่อเว็บใน URL Bar ซึ่งบางเว็บก็มี บางเว็บก็ไม่มี การมีเจ้ากุญแจล็อคตัวนี้ รวมกับ https:// คือการสร้างความมั่นใจให้แก่คนที่เข้าเว็บ ว่า “เว็บไซต์ของฉันปลอดภัยนะ” หรือสร้างความปลอดภัย (secure) โดยผ่านการรับรองจากการทำ SSL นั่นเองค่ะ

อ่านต่อ: ความแตกต่างของ SSL 3 ระดับ

Prototype คือ

คือ แบบจำลองการใช้งานของหน้าเว็บไซต์คล้ายจริง  ให้สามารถคลิกได้ หรือเชื่อมจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งได้ เพื่อนำไปให้ User “จำลอง” การใช้งานดู หรือที่เรียกว่า Usability Testing หรือ ขั้นตอนก่อนที่จะนำไปสร้าง หรือเขียนโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานได้จริง!

Landing Page คือ

คือ หน้าเว็บเพจที่ออกแบบให้ผู้ใช้ได้ทำ เพื่อให้ได้ข้อมูลนำมาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาหรือโครงสร้างเมนู ที่จัดวางเหมือนกับเว็บไซต์หลัก ซึ่ง Landing Page ที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ เช่น พวกแคมเปญ ที่ลงโฆษณาให้คนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อเล่นเกมเพื่อลุ้นรับของรางวัล เป็นต้น

Web Application คือ

คือ แอปพลิเคชันที่ถูกเขียนขึ้นมา เพื่อการใช้งานโหลดหน้า Webpage ต่างๆ ในแท็ปเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ได้เร็ว และใช้งานได้ง่ายมากขึ้น และสามารถใช้บริการอยู่บน Intranet ความเร็วตํ่าได้ โดยผ่านการการลดทรัพยากรในการประมวลผล ซึ่งจะถูกปรับแต่งให้แสดงผล เฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น

User Interface คือ

คือสิ่งที่เราได้ดีไซน์ หรือออกแบบส่วนประกอบ Front-end ของหน้าเว็บที่ดูง่าย เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ และได้ใช้สอยตามที่เราต้องการ เช่น Facebook ในส่วน UI คือช่องกรอกสถานะ, ปุ่มกดเพื่อโพสต์ข้อความ เป็นต้น 

User Experience คือ

คือ การออกแบบประสบการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผู้ใช้ได้เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นการออกแบบส่วนนี้ ต้องออกแบบให้ดูใช้งานง่าย ลูกค้าจะได้ประทับใจและใช้ของเราไปนานๆ หรือเพื่อให้เกิดมี Loyalty นั่นเอง ซึ่งในทางกลับกัน หากทำ UX ไม่สามารถทำให้ลูกค้าพึงพอใจได้ พวกเขาก็สามารถออกไปหาใช้จากที่อื่นแทน

Wireframe คือ

คือ ภาพร่างของเว็บไซต์ ที่ทำขึ้นเพื่อนำเสนอ และนำมาคุยกันว่า หน้าตาแต่ละส่วนในหน้านั้นๆ จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น รูปภาพ ข้อความ ไอคอน ปุ่ม ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้สวยงาม เพราะหากคุยกันจนฟินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือส่งไปลงมือ ‘Design’ หน้าตาให้สวยงามขึ้น โดยไม่ผ่านการแก้ Wireframe แล้วนั่นเอง 

 Front End คือ 

คือ ทุกสิ่งที่แสดงผลให้เราสามารถมองเห็นได้ จากบนหน้าเว็บนั่นเอง ซึ่งระบบตรงนี้ถูกสร้างมาจากภาษา HTML & CSS และอาจจะมี Java Script ร่วมด้วย 

Back End คือ

คือ Logic ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สิ่งนี้ทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นทำงานได้จริง ซึ่ง Back-end นั้นสร้างขึ้นจากภาษา PHP,  ASP หรือ Ruby เป็นต้น และนอกจากนี้ ยังมีเรื่องของฐานข้อมูล (database) ที่ไว้เก็บข้อมูลของผู้เข้าชม หรือข้อมูลต่างๆ ที่เยอะๆ จากเว็บไซต์ของเรา

CMS คืออะไร ย่อมาจากอะไร

หรือย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบ“ระบบหลังบ้าน” ที่จัดการข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ บางคนอาจเรียกว่า Backoffice ซึ่งระบบ CMS สมัยนี้ เป็นระบบที่ผู้พัฒนาเว็บ ได้พัฒนาขึ้นมา ให้เราสามารถดาวน์โหลดเอาไปใช้งาน หรือพัฒนาต่อได้ฟรี หรือบางทีอาจมีเสียเงินบ้างนั่นเอง

Caching คืออะไร

เป็นหนึ่งในปลั๊กอิน ที่ช่วยลดภาระของ Server หากคุณต้องการให้เว็บโหลดเร็วขึ้น Cache ช่วยคุณได้ โดยการเก็บข้อมูลซ้ำไว้ เพื่อรองรับการใช้งานครั้งต่อไป โดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากเว็บไซต์ต้นแหล่งอีกครั้ง หรือช่วยไม่ให้ Server รับภาระหนักจนเกิดอาการล่มนั่นเอง

CTA คืออะไร ย่อมาจากอะไร

เป็นคำที่ย่อมาจาก Call to Action หรือการออกแบบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างเช่น การเขียน Copy Writing การเลือกสี การออกแบบ Layout การเลือกใช้รูปภาพ โดยอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยา เพื่อต้องการชี้นำให้ผู้ที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ หรือ Landing Page ทำบางอย่างที่เราต้องการให้เขาาทำ เช่น การให้คลิกปุ่มติดต่อ, กดสั่งซื้อสินค้า หรือกดเพื่อดูรายละเอียดสินค้า เป็นต้น

พร้อมหรือยังที่จะลองทำ เว็บไซต์ของตัวเอง เราเชื่อว่า เพียงคุณรู้จัก 15 คำศัพท์นี้ พร้อมๆ กับได้เรียนรู้และลองทำไปพร้อมๆ กัน คุณจะสามารถเป็นเจ้าของข้อมูล หรือเว็บไซต์ได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ