5 เทรนด์การออกแบบเว็บในปี 2020

1. ลดภาพ มากฟอนต์

ดีไซน์การออกแบบที่เน้นการใช้ Typography ในงานตกแต่งมากขึ้น และหนึ่งในสไตล์การตกแต่งด้วยฟอนต์ที่กำลังเป็นที่นิยมคือการเล่นฟอนต์ตัวหนาบนภาพ และหัวเรื่องต่างๆ ซึ่งการเล่นฟอนต์นี้เองก็มักจะมาคู่กับ Asymmetric Design เพื่อทำให้การฟอนต์ และข้อความดูมีสไตล์ น่าอ่านมากขึ้น

2. สร้างความต่างด้วยฟอนต์ Serif

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุค Flat Design การออกแบบเว็บโดยส่วนใหญ่นิยมใช้ฟอนต์แบบ Sans Serif (ฟอนต์ไม่มีเชิง) ที่เรียบง่าย และมันก็กลายเป็นเทรนด์ที่ทุกเว็บ ทุกธีมของ WordPress ต่างก็ใช้กัน ซึ่งก็อาจทำให้เว็บไซต์ดูจำเจ น่าเบื่อ การใช้ฟอนต์มีเชิง หรือ Serif จะช่วยเพิ่มความสนทุรีย์ในการออกแบบ หรือในกรณีที่ใช้ฟอนต์ Serif เป็นหัวเรื่อง ตามด้วยหาที่เป็นฟอนต์ Sans Serif ก็จะช่วยแยกเนื้อหาแต่ละก้อนออกจากกันได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

3. ฟอร์แมตภาพ WEBP ที่มากขึ้น

WebP (พัฒนาโดย Google) เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงปลายปี 2018 และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2019 ด้วยคุณสมบัติที่บีบอัดไฟล์ได้เบากว่า JPEG มากถึง 2-3 เท่า (โดยคงคุณภาพของภาพเท่าเดิม) แถมยังรองรับภาพแบบไม่มีสีพื้น (Transparency) และเคลื่อนไหวได้ด้วย เรียกว่าเป็นการยำ JPEG, PNG และ GIF ไว้ในไฟล์เดียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการออกแบบเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ใช้บริการของ WordPress สามารถใช้ไฟล์ WebP ได้โดยการติดตั้ง Plug-In ที่จะช่วยในการแปลงไฟล์ JPG, PNG หรือ GIF เป็น WebP โดยปลั๊กอินเหล่านี้จะช่วยยังช่วยให้เว็บแสดงผลภาพได้ตามปกติแม้ในกรณีที่เบราเซอร์อย่าง Safari ไม่รองรับ WebP

4. ดีไซน์ Single Page Website จะทำ Menu Silder ถูกใช้น้อยลง ส่งผลให้จำนวนการเข้าชมหน้าเว็บอื่นๆ ลดลง

Single Page Website ยังคงเป็นแนวการออกแบบที่มาแรงต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะทั้งทำได้ง่าย และตอบโจทย์ผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ชินกับการ “ปัด” ขั้นลง ซ้ายขวา ทว่าความง่ายเพียงแค่ใช้นิ้วเลื่อนี้ทำให้พฤติกรรมในการกดดูเมนู 3 ขีดที่เรียกว่า “Hamburger Menu” หรือ Menu Slider น้อยลงไปด้วย

สาเหตุก็เพราะดีไซน์แบบ Single Page เป็นการรวมเนื้อหาทั้งหมด (อย่างย่อ) ไม่ว่าจะเป็น จุดขาย ข้อมูลแบรนด์ และรายการสินค้า ไว้ในหน้าเดียว เมื่อผู้เข้าชมอยากรู้ว่าเว็บเรามีอะไรบ้างก็แค่ลากจากบนลงล่าง และเมื่ออยากอ่านเพิ่มเติมในหัวข้อใดๆ ก็จะกด “ดูรายการสินค้าทั้งหมด”, “ดูรายละเอียดเพิ่มเติม” เหล่านี้แทน ทำให้ Menu Slider แทบไม่ถูกใช้เลยก็ว่าได้ และหากลูกค้าได้คำตอบที่เขาต้องการในหน้าเดียวนี้แล้ว ก็จะไม่เกิดการกดเข้าชมหน้าอื่นๆ และส่งผลให้ Internal Traffic ภายในตัวเว็บลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ SEO ได้เช่นกัน

5. Push Notification และ Progressive Web Apps (PWA)

ในยุคที่จะทำอะไรก็ต้องผ่านเบราเซอร์ และความนิยมในการโหลดแอปลดน้อยลง การออกแบบเว็บให้มีคุณสมับติให้มีความเสมือนแอปไปในตัวจึงกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่เครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บหลายตัวเพิ่มเกณฑ์วัดคะแนน PWA ของตัวเว็บไซต์

Progressive Web Apps  เป็นการออกแบบ Mobile Site ให้มีคุณสมบัติเสมือนเป็นแอปพลิเคชั่น ด้วยฟังก์ชั่นการเก็บข้อมูลเว็บ (Cache) ให้สามารถเปิดใช้ได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการเพิ่มฟังก์ชั่น Push Notification เพื่อเว็บสามารถแจ้งเตือนบทความ และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ด้วย

Page Builder คือ? สำคัญยังไงกับการใช้ WordPress?

Page Builder คือ? สำคัญยังไงกับการใช้ WordPress?

เปิดข้อดีของ Page Builder แท้จริงแล้วมันคืออะไรสำคัญยังไงกับการทำเว็บไซต์! 

สำหรับใครหลายๆ คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ต้องอยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองกันเป็นธรรมดา ซึ่งการจะไปจ้างเงินให้คนทำเว็บไซต์ให้เรานั้น สำหรับปัจจุบันก็กลายเป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะโลกเทคโนโลยีตอนนี้มันก้าวไปไกลมาก จนเราสามารถทำได้ด้วยสองมือเรา โดยไม่ต้องพึ่งใครด้วยตัวช่วยง่ายๆ ที่มีชื่อว่า WordPress Page Builder นั่นเอง

WordPress ช่วยให้ทุกคนสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็นก็ทำได้ แต่ถ้าแค่ใช้ WordPress เฉยๆ เรียกว่าดีงามได้แบบไม่เต็มปากอีก เมื่อผู้ใช้งานต่างไม่สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการได้และต้องใช้รูปแบบเว็บตามที่ WordPress เซ็ตไว้เท่านั้น WordPress Page Builder จึงได้กลายมาเป็นเจ้าฮีโร่ที่ครองใจใครต่อใครหลายคนมากมาย เพราะความดีความงามของมันที่ช่วยตอบโจทย์การสร้างเว็บไซต์ได้ตามใจฉันแบบง่ายดายแค่ปลายเม้าท์คลิกนี่แหละ ที่ทำให้ทุกอย่างดูง่ายและลงตัวไปหมด


ดังนั้นวันนี้ เราจึงรวบรวมปลั๊กอิน Page Builder เจ๋งๆ มานำเสนอกัน ทีนี้ล่ะผู้ใช้งานก็สามารถปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ รวมถึงลูกเล่นต่างๆ ได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องใช้โค้ดใดๆ มาเกี่ยวโยงให้ปวดหัวอีกด้วย แต่ก่อนอื่นไปดูกันก่อนดีกว่าว่าเจ้า Page Builder มันคืออะไร และมันสำคัญยังไงกับการใช้งานบน WordPress 


Page Builder คืออะไร และมีความสำคัญขนาดไหน

ต่อมาก็ถึงช่วงที่ทุกคนรอคอย ว่าเจ้า Page Builder ที่ว่านี้ มันคืออะไร ซึ่ง Page Builder นั้นก็คือ Plugin หรือโปรแกรมช่วยที่อยู่บน WordPress ทำหน้าที่ในการช่วยจัดความสวยงามบนหน้าเว็บไซต์และยังช่วยเอื้ออำนวยความดีงามต่อผู้ใช้งานให้สามารถเพิ่มลูกเล่นบนเว็บไซต์ได้อีกด้วย 


ซึ่งตรงนี้แหละ ก็นับว่าเป็นความสำคัญของเจ้า Page Builder เนื่องจากปกติแล้ว WordPress ไม่สามารถเพิ่มลูกเล่นหรือช่วยปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ได้ดีงามเท่า Page Builder และไม่ต้องใช้โค้ดมาเกี่ยวโยงอีกด้วย อีกทั้งยังรองรับการปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ผ่านทางมือถือ แท็บเล็ต หรือแม้แต่ใน Ipad ก็ได้เช่นกัน โดยที่เราสามารถเลือกจัด Layout ในหน้าเว็บไซต์ได้เลยโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาโค้ดใดๆ

และก็ต้องขอบอกทุกคนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ Page Builder นั้น ไม่ได้มีให้เลือกใช้งานเพียงแค่เจ้าเดียวเท่านั้นนะ เพราะมีปลั๊กอินสำหรับ WordPress Page Builder เค้ามีรองรับทุกรูปแบบให้เลือกมากหน้าหลายตาตามความจำเป็นของผู้ใช้งาน โดยงานนี้ก็มีทั้งในรูปแบบฟรีและพรีเมียมที่เสียเงินแตกต่างกันไปด้วยเช่นเดียวกัน จะเป็นอะไรบ้างนั้น ไปลองเลือกกัน


1. Site Origin Page Builder

ถือว่าเป็นฟรี WordPress Page Builder ตัวแรกที่ได้รับความนิยมมากๆ ในหมู่ผู้ใช้งานเพราะใช้งานง่าย โปรแกรมมีขนาดเบา และที่สำคัญคือปรับแต่งได้ง่ายมากๆ พร้อมลูกเล่นต่างๆ ที่มาแบบครบครันจนกลายเป็น WordPress Page Builder ที่ดีที่สุดตัวหนึ่งเลยล่ะ


2. WPBakery Page Builder

มาต่อกันที่ตัวที่สองกับ WP Bakery Page Builder หรือที่เมื่อก่อนจะรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Visual Composer โดยเจ้าตัวนี้ก็นับว่าเป็นอีก Page Builder ตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงเนื่องจากเป็น Page Builder ตัวแรกๆ ที่มีฟีเจอร์ครบมากแต่ถึงยังไงก็ตาม ด้วยเหตุนี้แหละ ที่ทำให้ WP Bakery Page Builder กลายเป็น Plugin ที่มีความหน่วงในระบบอยู่มาก เพราะมีข้อมูลและลูกเล่นให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วนแถมมีข้อเสียติดพ่วงมาข้อหนึ่งก็คือ เจ้าตัวนี้ไม่ใช่ของฟรีนั่นเอง ต้องเสียเงินซื้อในราคาหลักพัน


3. Beaver Page Builder

อีกหนึ่งตัวที่ไม่พูดถึงไปไม่ได้กับ Beaver Page Builder เพราะเป็นอีกตัวที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความง่ายต่อผู้ใช้งานมือใหม่เป็นอย่างมาก เพราะออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและมีความยืดหยุ่นในการเลือกทำ Layout นั่นเองล่ะ


4. Elementor Page Builder

น้องใหม่มาแรงที่ความดีความงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัวอื่นๆ อย่าง Elementor ที่เปิดให้พวกเราสามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรีอีกเช่นเดียวกัน แถมมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมายแบบครบครันที่ใช้งานได้ง่ายมากๆ แม้ว่าบางฟีเจอร์จะต้องเป็นพรีเมียมถึงจะใช้ได้ แต่ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ก็ให้ใช้ได้ฟรี และตัวโปรแกรมก็ไม่หน่วงเลยสักนิด จึงถือว่าเป็นน้องใหม่ไฟแรงที่มีความโดดเด่นไม่แพ้รุ่นพี่ตัวอื่นๆ เลยทีเดียวล่ะ


ข้อดีของการใช้ WordPress Page Builder

– ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น นับเป็นข้อที่ใครๆ ก็ต่างขยาดกลัวกัน แต่ถ้าได้ลองใช้ Page Builder แล้วนั้น จะหมดกังวลไปเลยเรื่องโค้ดต่างๆ เพราะไม่ต้องมีความรู้ในส่วนของโค้ดก็สามารถออกแบบเว็บไซต์ได้ด้วยตนเองแล้วล่ะ

– ใช้งานง่ายมาก 

– มีรูปแบบ Template ให้แบบสำเร็จรูป 

– ปรับแต่งได้ทุกเวลาและทุกที่

– ส่งต่องานง่าย หากจะส่งต่อให้คนอื่นก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องมานั่งรื้อโค้ดใหม่


ข้อเสียของการใช้ WordPress
Page Builder

– Page Builder บางตัว อาจจะมีข้อมูลโค้ดหนักมาก ทำให้โปรแกรมอาจจะทำงานได้ช้า

– ต้องปรับแต่งแก้ไขให้เสร็จทีละหน้า เพราะไม่อย่างงั้นจะกลายร่างเป็น Shortcode ทันที

– ต้องอาศัยการอัปเดตเวอร์ชันของโปรแกรมอยู่เรื่อยๆ เพราะอาจจะเกิดปัญหาในการใช้งานร่วมกับ WordPress หรือ Plugin อื่นๆ 


และนี่แหละ นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้พวกเราได้เห็นประจักษ์พร้อมๆ กันแล้วว่า เทคโนโลยีในโลกออนไลน์ยุคสมัยนี้มีความก้าวไกลแบบไม่หยุดอยู่กับที่แบบจริงๆ เพียงแต่เครื่องมือเหล่านี้อาจจะดูเป็นของใหม่สำหรับพวกเรา แต่หากเราลองหันมาให้ความสำคัญกับมันดูสักหน่อย ฝึกฝนกันสักนิด จะรู้เลยว่าเจ้า Page Builder มีอะไรดีๆ คุ้มค่ากับเวลาและเงินที่เราจะต้องเสียให้แน่นอน แล้วจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันได้เลยว่า รู้งี้เลือกใช้ไปนานแล้ว!

Read Also: ปลั๊กอิน WordPress คือ? พร้อมแนะนำปลั๊กอิน 8 ตัวที่คุณควรมี

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่สนใจจะทำเว็บไซต์จาก WordPress ด้วยตัวเองแล้วกำลังมองหา Web Hosting สำหรับ WordPress ลองพิจารณาแพ็กเกจเว็บโฮงติ้งจากเราดู สามารถย้ายโฮสได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไร้สัญญาผูกมัด สามารถใช้ร่วมได้กับทุกรูปแบบธุรกิจ รู้แบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจของคุณต้องเสี่ยงกับปัญหาและเปลี่ยนมาเพิ่มทั้งโอกาสและความมั่นใจโดยให้ VPS HiSpeed ของเราช่วยดูแลเว็บไซต์ของคุณดีกว่าครับ สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181 , 096 238 7242 , 082 018 9138

แนะนำ WordPress Hosting แบบละเอียดและเข้าใจง่าย

แนะนำ WordPress Hosting แบบละเอียดและเข้าใจง่าย

ทุกวันนี้เว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ที่ขาดไปไม่ได้ เพราะช่วยเพิ่มทั้งกำไรและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยแพลตฟอร์มที่นิยมใช้กันก็คือ WordPress และการที่จะมีเว็บไซต์บน WordPress ที่ดีต้องควบคู่กับการเลือกโฮสติ้งที่ดีด้วยเช่นกัน วันนี้ VPS HiSpeed เลยจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ WordPress โฮสติ้ง เพื่อให้ใช้งานกับธุรกิจของทุกท่านได้เหมาะสมมากขึ้นครับ

เริ่มทำความรู้จักกับ WordPress โฮสติ้ง?

WordPress โฮสติ้ง คือ บริการที่นำข้อมูลบนเว็บไซต์ของเราจากแพลตฟอร์ม WordPress นำไปฝากไว้ที่ผู้ให้บริการโฮสติ้งเพื่อทำให้ข้อมูลบนเว็บไซต์ของเรา สามารถให้ผู้อื่นเข้ามาเยี่ยมชมข้อมูลต่างๆหรือดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านั้นได้ตลอด 24ชั่วโมง และในการช่วยการจัดการ WordPress โฮสติ้ง นั้นเราอาจจำเป็นต้องพึ่ง Managed WordPress Hosting แล้ว Managed WordPress Hosting มีความสำคัญอย่างไรต่อผู้ใช้งานไปทำความเข้าใจให้มากขึ้นกันครับ

Managed WordPress Hosting คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร?

แพคเกจส่วนใหญ่ที่เราได้รับจากบริการ WordPress Hosting จะมีเงื่อนไขหรือฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่บางทีผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะทำความเข้าใจเพื่อใช้งานได้ยากด้วยลักษณะเป็นข้อมูลเฉพาะทาง และหากเกิดข้อผิดพลาด เนื่องจากผู้ใช้งานที่ยังใช้งานได้ไม่ชำนาญอาจจะทำให้ธุรกิจของคุณติดขัดได้ แต่ในทางกลับกันถ้ามีบริการ Managed WordPress Hosting ชีวิตเราจะง่ายขึ้นManaged WordPress Hosting จะทำงานร่วมกับ WordPress โดยตรง และจะช่วยคุณปรับแต่งระบบปฏิบัติการต่างๆรวมถึงตกแต่งเว็บไซต์ของคุณให้ดูน่าใช้ แถมดึงประสิทธิภาพของ WordPress ออกมาให้มากที่สุด

ข้อดี–ข้อเสียของการเลือก Hosting สำหรับ WordPress โดยเฉพาะมีอะไรบ้าง?


ข้อดี

– มีระบบที่พัฒนาเพื่อใช้ร่วมกับ WordPress โดยเฉพาะ

โดยมีระบบ Control Panel อย่าง DirectAdmin โดยที่ DirectAdmin นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในระบบที่มีความปลอดภัยมาก เพราะมีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลาและมีความเร็วสูง ทำให้ยากมากต่อการเจาะระบบจากผู้ไม่หวังดี และสามารถปรับฟังก์ชั่นได้หลากหลาย

– สามารถจำลองตัวอย่างเว็บไซต์ด้วย Staging Server

Staging Sever เป็นระบบสำหรับให้ลูกค้าตรวจสอบงาน ฟังก์ชั่นที่กำลังทดลองหรือยังไม่สมบูรณ์ เอาไว้อัพเดตธีมหรือปลั๊กอินต่างๆ ก่อนเปิดใช้งานจริง หากเราปรับอะไรซักอย่างขึ้นเว็บไซต์จริงเลยก่อนที่จะมีการทำ Staging Sever แล้วเกิดข้อผิดพลาด ลูกค้าอาจจะไม่เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่เรากำลังปรับปรุงหรือแก้ไขอยู่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความเรียบร้อยก่อนเริ่มใช้งานเว็บไซต์จริงเพื่อแสดงถึงความเป็นมืออาชีพด้วยครับ

Backup ช่วยเพิ่มความมั่นใจ

การ Backup อธิบายง่ายๆ ก็คือ การสำรองข้อมูลนั่นเอง โดยปกติแล้วถ้าหากใช้บริการ Sharing Hosting ก็จะมีระบบการสำรองข้อมูลอัตโนมัติให้อยู่แล้ว แต่ความถี่ในการสำรองข้อมูลก็จะมีระยะเวลาที่อาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า แต่ถ้าหากเราเลือกใช้ WordPress โฮสติ้ง เราสามารถกำหนดการสำรองข้อมูลได้เอง ถือว่าลงทุนเพื่อปลอดภัยที่มากขึ้น

– การ Caching

การทำแคชก็คือการนำข้อมูลที่จำเป็นและถูกเรียกใช้งานบ่อย ๆ มาเก็บไว้ในหน่วยความจำความเร็วสูงที่เรียกว่า Cache ซึ่งจะทำให้ สามารถเรียกใช้ข้อมูลนั้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ รับทราฟฟิคได้มากกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และส่งผลดีต่อเราและผู้ที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์ของเรา

– มีค่า Bandwidth ที่สูง

Bandwidth ก็คือ ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ Bandwidth เหมือนกับถนนที่ไว้ส่งข้อมูล ถ้า Bandwidth ต่ำก็เหมือนว่ามีถนนที่ส่งข้อมูลนั้นแคบ ทำให้เมื่อมีข้อมูลในการส่งเยอะขึ้นอัตราการส่งข้อมูลต่ำลงด้วยเช่นกัน

– โยกย้ายข้อมูลได้ง่าย

ถ้าลูกค้าใช้ WordPress แบบ Sharing Hosting อาจจะมีปลั๊กอินที่ช่วยให้เราย้ายเว็บไซต์นั้นได้เอง แต่ถ้าใช้บริการ WordPress โฮสติ้ง โดยเฉพาะจะมีบริการย้ายข้อมูลมาให้ฟรี ซึ่งเราก็ไม่ต้องเหนื่อยย้ายเอง ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะสูญหายรึเปล่า จบงานแบบสบายใจ

ข้อเสีย

– ยังมีผู้ให้บริการที่ให้เลือกใช้บริการได้ไม่มากนัก

การสร้างเว็บไซต์เพื่อการใช้ใช้งานเชิงพาณิชย์หรือบล็อกต่างๆด้วย WordPress ในประเทศไทย อาจจะแพร่หลายกันแค่เฉพาะกลุ่ม ทำให้ตลาดธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ได้ขับเคลื่อนมากพอ ที่จะทำให้ผู้บริการโฮสติ้งทั้งหลายเปิดไลน์ธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเพราะไม่ได้เห็นถึงความต้องการในการใช้งานของกลุ่มที่ใช้ WordPress ที่จะเป็นลูกค้ามากพอ

– ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าโฮสปกติ

ด้วยความที่มีการดูแลกันแบบเฉพาะทางมากกว่าปกติ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่แลกมากับความปลอดภัยและความต้องการของลูกค้าก็มากขึ้นตามไปด้วย

วิธีการเลือก WordPress โฮสติ้ง ที่ดีควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?

มาถึงจุดนี้แล้ว บางท่านอาจมีคำถามตามมาก็คือ แล้ว WordPress โฮสติ้ง ที่ดีควรจะเลือกยังไงดีละ VPS HiSpeed ก็เลยแนะนำ Hosting สำหรับ WordPress ว่าควรคุณสมบัติที่ดีอะไรบ้าง เผื่อจะเป็นประโยชน์ในการเลือกใช้บริการให้หลายๆ ท่านไม่มากก็น้อยครับ

– PHP เวอร์ชั่นใหม่

PHP ก็คือ ภาษาของคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ยิ่งถ้ามีการอัพเดตเป็นเวอร์ชั่นใหม่มากขึ้นเท่าไรการทำงานก็จะดีขึ้น เช่นการสร้างเนื้อหา การจัดการคำสั่ง การประมวลผลข้อมูลจากผู้ใช้และยิ่งประมวลผลดีเท่าไร ก็จะยิ่งเร็ว ปลอดภัย แถมยังมีฟังก์ชั่นให้เลือกใช้งานมากขึ้นด้วยครับ

– เก็บข้อมูลด้วย SSD

SSD หรือในชื่อเต็มว่า Solid state drive ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการโฮสติ้งควรจะมี เพราะมีการเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ทั่วไปๆ ปัญหาเรื่องการกระจายของไฟล์ที่เจอในฮาร์ดดิสก์และข้อมูลเสียหายก็แทบจะไม่พบใน SSD เลย

– ติดตั้งสะดวกและใช้งานง่าย

ควรหาผู้ให้บริการที่มีจุดเด่นด้านการติดตั้งที่ง่าย ทำให้คุณสะดวกและบางที่ผู้ให้บริการก็พร้อมให้คำให้ปรึกษาทางเทคนิคโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมด้วยครับ

– ระบบรักษาความปลอดภัย

ในการเลือก Hosting ที่ดีควรคำนึงถึง การักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น การอัพเดต Firewall อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลัดอัตราความเสี่ยงจากการโดนแฮกให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

– การให้บริการหลังการขาย

ควรหาผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้โดยเฉพาะ และต้องพร้อมดูแลแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานให้รวดเร็วตลอด 365 วัน ไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาค้างคาจนเกิดความเสียหายต่อธุรกิจของลูกค้าได้ ถ้าจะให้ดีก็ควรหาผู้บริการที่มาจากประเทศไทยเพื่อการติดต่อที่สะดวกและลดข้อผิดพลาดจากการสื่อสาร

– ตำแหน่งพื้นที่ตั้งของ Data Center

ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ตึก CAT Telecom พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในด้านต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ระบบไฟฟ้าสำรองและระบบปรับอากาศเพื่อลดอุปสรรคและข้อผิดพลาดของเครื่องเซิฟเวอร์

– ราคาที่สมเหตุสมผล

เรื่องราคาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมากๆ เพราะผู้ให้บริการแต่ละบริษัท ก็จะมีแพ็กเกจที่ต่างกัน การเลือก Sharing Hosting ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำก็อาจจะต้องกังวลเรื่องความเสี่ยงของไวรัสที่ติดมาจากเว็บไซต์อื่นที่คุณร่วมแชร์เซิฟเวอร์ด้วย  หรือการย้ายเว็บไซต์ไปยัง Host ที่มีแต่เว็บไซต์ของคุณคนเดียวแต่ก็ต้องพบกับค่าใช้จ่ายที่สูงและพื้นที่มากเกินความจำเป็น 

จะดีกว่าไหมถ้าคุณมีพื้นที่เก็บเว็บไซต์ที่ราคาไม่แพงเกินไป มีพื้นที่เก็บข้อมูลที่ตรงกับการใช้งาน ปลอดภัยและเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณโดยผู้บริการ Hosting สำหรับ WordPress ที่แนะนำคือ VPS Hispeed ผู้บริการ Hosting อันดับหนึ่งในประเทศไทย ด้วยระบบ VPS การันตีด้วยค่า Uptime 99.9% มีความปลอดภัยสูงเพราะไม่ต้องแชร์เซิฟเวอร์ร่วมกับเว็บไซต์อื่นๆ ติดตั้งระบบได้ง่าย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือกรณีที่เกิดปัญหาโดยที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยทีมงานในประเทศตลอด 24 ชั่วโมง

VPS HiSpeed สามารถปรับแต่ง VPS ได้ตามความต้องการของลูกค้า หรือเมื่อต้องการอยากย้ายมาใช้บริการของเราก็สามารย้ายโฮสได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไร้สัญญาผูกมัด สามารถใช้ร่วมได้กับทุกรูปแบบธุรกิจ รู้แบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจของคุณต้องเสี่ยงกับปัญหาและเปลี่ยนมาเพิ่มทั้งโอกาสและความมั่นใจโดยให้ VPS HiSpeed ของเราช่วยดูแลเว็บไซต์ของคุณดีกว่าครับ สนใจติดต่อที่อีเมล [email protected] หรือทางเบอร์โทรศัพท์ 093 173 0181 , 096 238 7242 , 082 018 9138

รู้จัก SSD 4 แบบ SLC, MLC, TLC, QLC ส่งผลต่อราคา และคุณภาพยังไง


SSD หรือ Solid State Drive ในท้องตลาดปัจจุบันใช้เทคโนโลยีหน่วยความจำ 3D NAND Flash มีเซลล์เก็บข้อมูล (Storage Cell) เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาปริมาณความจุ ราคา และอายุในการใช้งาน (ความสามารถในการลบ และเขียนข้อมูลซ้ำ) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของเซลล์ที่ใช้ในการผลิต

3D NAND เป็นเทคโนโลยีการเพิ่มเลเยอร์เซลล์เก็บข้อมูลในแนวสูง ยิ่งมีจำนวนชั้นที่สูงขึ้น ความจุก็มากขึ้น ต่างจากเทคโนโลยีก่อนหน้าที่เรียก 2D NAND ที่หากต้องการเพิ่มความจุ จะต้องเพิ่มจำนวนชิป NAND ในแนวราบ (วางชิปเรียงต่อกันออกไป) ซึ่งก็ไม่สามารถเพิ่มได้มากนักเพราะติดที่ขนาดกว้างยาวมาตรฐานของตัว SSD ก็มีพื้นที่จำกัด

ประเภทของเซลล์เก็บข้อมูลในชิป NAND

ในปัจจุบัน SSD สามารถแบ่งตามประเภทของชิป NAND Flash ได้เป็น 4 รูปแบบ SLC MLC TLC และ QLC โดยความต่างหลักๆ ก็คือความสามารถในการเก็บบันทึกข้อมูลใน 1 เซลล์

1. SLC – Single-level cell “เทคโนโลยีแรกเริ่ม เก่า แต่เก๋าที่สุด”
ชิป NAND ที่ มีความซับซ้อนน้อยที่สุด แต่ก็รองรับความเร็วในการอ่าน และเขียนข้อมูลได้เร็วแบบที่แทบจะไม่มี Error และยังมีอายุการใช้งานสูงสุด โดย SLC รองรับการจัดเก็บข้อมูลแบบ 1 Bit ต่อ 1 Cell เท่านั้น ทำให้การผลิต SCL ที่มีความจุสูงต้องใช้ต้นทุนในการผลิตชิปที่สูงมาก เรียกได้ว่าเป็นชิปที่เน้นในเชิงคุณภาพก็ว่าได้ เพราะทั้งเร็วที่สุด และมีอายุการเขียนข้อมูลถึง 100,000 Cycle ต่อ 1 เซลล์

2. MLC – Multi-level cell “งานคุณภาพ ปริมาณความจุที่มากขึ้น”
ชิป MLC ถูกพัฒนาให้มีชั้นเลเยอร์ในการเก็บข้อมูลที่มากกว่า และมีการแบ่งให้ใน 1 Cell รองรับการเก็บข้อมูลได้ 2 Bit ว่าง่ายๆ ก็คือชิปขนาดเดียวกันกับ SLC แต่เก็บข้อมูลได้มากกว่า 2-3 เท่านะ ด้วยความซับซ้อนจากการแบ่ง และบีบอัดเซลล์ช้อมูลนี้ก็ทำให้ความเร็วในการเขียนอ่าน และมีอายุการใช้งานที่ลดลงจาก SLC เล็กน้อย แต่ในภาพรวม MLC ก็ถือเป็นหน่วยความจำ NAND ที่ที่ตอบโจทย์ได้ดีทั้งในแง่ “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” คือจ่ายถูกกว่า SLC และก็ได้ปริมาณความจุที่เยอะสมราคามากขึ้น
ในทางทฤษฎี MLC รองรับ การลบ และบันทึกข้อมูล ที่ 10,000 ครั้งต่อเซลล์ แต่ก็ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะมีการใช้เสริมซอฟท์แวร์ภายในชิปที่ช่วยในการยืดอายุของชิปให้รองรับการบันทึกข้อมูลได้มากขึ้นถึง 30,000 ครั้ง

3. TLC – Triple-level cell “ความจุคุ้มราคา มาตรฐานที่คุณเข้าถึงได้”
จัดเก็บแบบ 3 bit ต่อ 1 cell ขนาดของเซลล์เก็บข้อมูลเล็กกว่า MLC และมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่า มีอายุเพียงราวๆ -3,000 Cycle ต่อเซลล์เท่านั้น เป็นรูปแบบชิปที่นิยมใช้ในอุปกรณ์ขนาดเล็ก สมาร์ทโฟน และ On-Board NAND (ชิปความจำแบบฝังบนเมนบอร์ด) อีกทั้งยังเป็นชิปที่ใช้กับ SSD ราคากลาง และเป็นที่นิยมใช้สำหรับผู้ใช้สินค้าทั่วไป

4.QLC Quad-level cell “ถูก จุใจ ให้เยอะมาก อายุการใช้งานเป็นรอง”
เทคโนโลยีชิปล่าสุดที่ทำให้คุณเป็นเจ้าของ SSD 1TB ได้ในราคาเพียง 3,000 – 4,000 บาทเท่านั้น QLC สามารถเก็บข้อมูลได้ 4 bit ต่อ 1 cell แต่ก็มีอายุการใช้งานที่น้อยมากเพียง 300 การเขียนต่อเซลล์เท่านั้น (แต่ด้วยซอฟท์แวร์จัดการชิปของผู้ผลิตก็สามารถเพิ่มอายุการเขียนข้อมูลได้เป็น 1,000 ครั้งโดยประมาณ) และยังเป็น SSD ที่มีความเร็วน้อยที่สุดจากความซับซ้อนของเซลล์ข้อมูลที่ถูกบีบอัดยิบย่อยจำนวนมาก แต่ก็ยังคงความเร็วสูงในระดับ 500 MB/s ขึ้นไป

QLC ในปัจจุบันจะเหมาะสำหรับการใช้งานด้าน Gaming และสื่อบันเทิง มากกว่าการใช้เป็นหน่วยความจำเพื่อการใช้งานเชิงธุรกิจ เพราะมีอายุการเขียนข้อมูลที่น้อย

TLC และ QLC ที่มีอายุการเขียนซ้ำน้อยก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วง

เพราะผู้ผลิตจะมีการพัฒนาชิป และ Firmware ให้มีการจัดการอ่านเขียนในแต่ละเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก็ช่วยยืดอายุในการใช้งานได้มาก 2 – 3 เท่า ทำให้ภาพรวมของอายุการใช้งานที่ออกมา เรียกได้ว่า SSD อาจจะอยู่ได้นานกว่าตัวเครื่องคอมพิวเตอร์เสียอีก

นอกจากการเพิ่มจำนวนความจุต่อเซลล์แล้ว อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้ SSD ถูกลงมากคือการเพิ่ม “จำนวนชั้น” หรือ Layer ของเซลล์เก็บข้อมูลของชิป 3D NAND

ปัจจุบัน SSD ที่วางขายส่วนใหญ่มีจำนวนชั้นเซลล์เก็บข้อมูล 64 ชั้น (เริ่มผลิตสู่ตลาดในปี 2017) ในขณะที่บางรุ่นเป็นแบบ 72 ชั้น และเริ่มมีการผลิตแบบ 96 ชั้นสู่ตลาดแล้วในปี 2019 นี้ การพัฒนาชั้นเซลล์เก็บข้อมูลเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SSD มีราคาลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะการพัฒนาโครงสร้างจำนวนชั้นเซลล์นั้นไม่ได้มีต้นทุนที่สูงมาก ในขณะที่ต้นทุนในกระบวนการผลิตก็แทบไม่ได้ต่างจากการผลิตแบบ 64 ชั้น แต่กลับได้จำนวนชั้นเซลล์ที่มากขึ้นพร้อมความจุเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

SSD และ HDD ต่างกันอย่างไร

Directadmin คืออะไร? เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ยังไงกับ Web Hosting

Directadmin คืออะไร? เกี่ยวข้องและมีประโยชน์ยังไงกับ Web Hosting

คนที่ไม่เคยเปิดใช้บริการเว็บไซต์ หรือมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอาจจะไม่คุ้นว่า directadmin คืออะไร หรือ directadmin มีวิธีใช้งานยังไง แต่สำหรับคนทำเว็บ หรือคนที่คิดจะทำ ยังไงก็ต้องศึกษาและทำความรู้จักกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งวันนี้เราจะพาไปดูเกี่ยวกับ directadmin ว่ามันคืออะไร ราคาเท่าไหร่ มีวิธีใช้งานยังไง และช่วยคุณได้ยังไงบ้าง

Directadmin คือ

Directadmin คือ เว็บคอนโทรลพาเนล ที่เอาไว้จัดการส่วนต่างๆ ของ Web Hosting และ Website นั่นเอง ซึ่งมันจะทำให้เราควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อย่างสะดวก ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดการทุกอย่างผ่านเว็บไซต์ GUI ที่ใช้งานได้ง่ายดาย รวดเร็ว มือใหม่ก็สามารถเรียนรู้และกดคำสั่งที่ต้องการได้ภายในไม่กี่คลิก 

อีกทั้ง directadmin Hosting นั้นก็มีการ Setup ที่ไม่ยุ่งยาก และใช้งานได้ง่ายดายมาก มีความเสถียร และรองรับการทำงานได้หลายอย่าง จัดการส่วนต่างๆ แทบทั้งหมดในเว็บไซต์ได้ภายในหน้าเดียว จึงทำให้ได้รับความนิยมสูงมากในเหล่าผู้สร้างและใช้งานเว็บไซต์

Directadmin มีจุดเด่นยังไง ทำไมใครๆ ก็หลงรัก

สำหรับ Directadmin นั้นเราแทบจะไม่ต้องถามถึงวิธีใช้งานเลยล่ะครับ เพราะจุดเด่นของเค้าเลยก็คือเรื่องการใช้งานง่าย มีแผงควบคุมที่เร็วที่สุด มีความยืดหยุ่นเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานทุก Hosting อย่างครอบคลุม และที่สำคัญคือ มีเครื่องมือที่สามารถสำรองข้อมูลได้ตามที่เราต้องการ จะสร้างบัญชีรายชื่อ หรือลบข้อมูลอะไร ก็ทำได้ง่ายดายและรวดเร็ว

เบื้องหลังความนิยมของ Directadmin 

หลังจากทำความเข้าใจไปแล้วว่า directadmin คืออะไร ทีนี้มาดูเบื้องหลังความสำเร็จของมันบ้างดีกว่า สาเหตุที่ทำให้ directadmin Hosting ได้รับความนิยมสูงก็เพราะราคา directadmin นั้นถูกมาก ถ้าเทียบกับฟีเจอร์ที่ครบครันขนาดนี้ สามารถจัดการพื้นฐานทุกอย่างที่เราต้องการได้ทันทีในราคาไม่แพง 

เปรียบเทียบความต่าง Directadmin กับ cPanel

จริงๆ แล้ว Directadmin Setup จะมีคู่แข่งอีกตัวหนึ่งคือ cPanel ซึ่งมีราคาที่แพงกว่ากันเยอะครับ และถึงแม้ฟีเจอร์ของ Directadmin จะด้อยกว่าสักนิดสักหน่อย อย่างในเรื่องของการ Build Apache และเวอร์ชั่นของ PHP ตัว cPanel ก็สามารถทำได้อย่างดี และสามารถควบคุมการใช้งานของแต่ละ User ได้ดีกว่า ทั้งเรื่อง Log และเรื่อง Monitor หรือการตรวจสอบสาเหตุของ Server เวลามีปัญหาต่างๆ ก็โอเคกว่า Directadmin อย่างชัดเจน 

แต่ถ้าเทียบความต่างด้านราคาที่มากเกินไปก็ทำให้ตัดสินใจได้ไม่ยากว่า Directadmin คุ้มค่ากว่ากันเยอะ ถึงแม้จะมีออฟชั่นให้เลือกใช้น้อยกว่า แต่ก็ใช้งานง่าย Directadmin Setup ไม่ยาก และที่สำคัญคนไทยนิยมใช้กันมากเลยล่ะครับ ทำให้หาข้อมูลต่างๆ ได้ไม่ยาก และมีการสอนถึงเทคนิคการใช้งานเยอะมาก 

สุดท้ายแล้วถ้าเพื่อนๆ ใช้งาน WordPress และเป็นมือใหม่สำหรับการใช้งานเว็บไซต์ ไม่ได้ต้องการลงลึกรายละเอียดอะไรขั้นแอดวานซ์มากมาย การใช้งาน Directadmin ที่มีราคาถูกกว่าก็นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยประหยัดต้นทุนในการทำงานได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ เพราะสุดท้ายแล้วมันสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้แทบจะไม่แตกต่างกันในเรื่องของพื้นฐาน แถม Directadmin วิธีใช้ และราคา รวมถึงการ Setup ก็ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย 

VPS Hispeed เองก็ไว้วางใจในตัว Directadmin ด้วยเหตุผลที่ Directadmin นั้นทั้งใช้งานง่ายและมีความปลอดภัยสูง ถือเป็น Control Panels ที่ปลอดภัยมาก เจาะระบบเข้าได้ยากมาก VPS Hispeed มีแพ็กเกจ VPS DirectAdmin ให้เลือกหลากหลายแบบตั้งแต่แบบพื้นฐานไปจนถึงแอดวานซ์ เหมาะกับผู้ใช้งานทุกรูปแบบ

แนะนำการเลือก Hosting สำหรับ WordPress เลือกยังไงไม่ให้มีปัญหาทีหลัง

แนะนำการเลือก Hosting สำหรับ WordPress เลือกยังไงไม่ให้มีปัญหาทีหลัง

มั่นใจว่ามีเพื่อนๆ หลายคนที่เริ่มทำธุรกิจในยุคดิจิทัลอย่างนี้แล้วอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ซึ่งการจะเปิดเว็บไซต์ที่ดีก็ต้องใช้บริการ WordPress Hosting ที่คนแนะนำกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างเสถียร และไม่มีปัญหาตามมานั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ ก็คงอยากจะรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า Web Hosting WordPress ที่ไหนดีกว่ากัน หรือ Hosting สำหรับ WordPress ตัวไหนดีที่สุด เอาเป็นว่าก่อนที่เราจะไปหาคำตอบเรื่องนี้ เราไปทำความรู้จักกับ Hosting ให้มากยิ่งขึ้นกันดีกว่า 

Hosting สำหรับ WordPress คืออะไร

Hosting ก็คือ พื้นที่ฝากไฟล์เว็บไซต์เราเนี่ยแหละ ซึ่งเราเองต้องเอาเว็บไซต์ของตัวเองไปฝากไว้ที่ผู้บริการ Hosting เพื่อให้เว็บไซต์นั้นออนไลน์อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหยุด และผู้ให้บริการก็จะจัดเก็บข้อมูลทุกอย่างของเว็บเราไว้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ให้คนเข้าชมเว็บเราได้ตลอดเวลา 

แต่ใช่ว่า Hosting ทุกที่บนโลกใบนี้จะเหมือนกัน เพราะแต่ละเจ้าที่ให้บริการ Hosting WordPress ก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป แถมมีประเภทให้เลือกมากถึง 3 ประเภทเลยด้วย เพราะฉะนั้นก่อนจะเปิดเว็บไซต์ของตัวเอง เราต้องผ่านการเลือก Hosting อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจกันก่อน 

แนะนำประเภทของ WordPress Hosting แต่ละตัว พร้อมข้อดี ข้อเสีย

อย่างที่บอกไปว่าการเลือก Hosting นั้นต้องเลือกให้ดี ถ้าเลือก Hosting ผิดประเภทก็อาจทำให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเสียโอกาสในการทำธุรกิจไป โดย Hosting สำหรับ WordPress ที่คนส่วนใหญ่เค้านิยมใช้งานกันก็คือ 3 ตัวนี้

1. Shared Hosting

เป็นที่นิยมมากที่สุดแล้วตัวนี้ เนื่องจากราคาไม่แพง แถมแรงมาก ทำให้ใครๆ ก็แนะนำ WordPress Hosting ตัวนี้กันทั้งนั้น แต่ข้อเสียของมัน เป็นการแชร์ทรัพยากรหลายเว็บบนเซิร์ฟเวอร์เดียว ทำให้บางทีเว็บอาจเกิดการหน่วง เพราะต้องแย่งกันใช้งาน 

หนักหน่อยก็อาจทำให้เว็บไซต์ล่มได้เลย และถ้าทรัพยากรบนเว็บเราเยอะมากกว่าชาวบ้าน เค้ามองเห็นว่าเราใช้งานหนักเกินไป ก็อาจจะปิดให้บริการเว็บไซต์เรา และเสนอตัวเลือกให้ไปใช้แพ็กเกจที่แพงกว่าได้ 

2. VPS Hosting

มาจากคำว่า Virtual Private Server เป็น WordPress Hosting แนะนำอีกหนึ่งตัวเหมือนกัน ซึ่งจะจำลองเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวให้เราใช้งานแบบคนเดียวเต็มๆ โดยเค้าจะเอาเซิร์ฟเวอร์หลายๆ ลูกมาเชื่อมต่อกันแล้วจัดสรรทรัพยากรในเซิร์ฟเวอร์แต่ละลูกให้หลายๆ คนเช่าพื้นที่ย่อยลงไปอีก

VPS Hosting มีข้อดีหลายอย่าง แต่ข้อดีที่เด่นชัดก็คือ ต่อให้เซิร์ฟเวอร์หนึ่งเสียหาย ระบบก็ยังใช้งานได้ปกติไม่มีปัญหา ราคาก็ไม่แพงมากด้วย แต่ข้อเสียคือยังไม่ค่อยมี Cloud WordPress Hosting ไทย เปิดให้บริการสักเท่าไหร่

3. WordPress Hosting

มาถึง WordPress Hosting แนะนำตัวสุดท้าย เป็น Host ที่เหมาะสำหรับใช้งานกับ WordPress ที่สุด ทำให้แสดงศักยภาพของ WordPress ออกมาได้สูงมากที่สุด ทำให้เว็บเร็วขึ้น โหลดไว ใช้งานได้ง่าย มีฟังก์ชั่นเสริมต่างๆ เพียบ

แต่ข้อเสียสำหรับเจ้าตัวนี้คือ ราคาจะแพงกว่า Cloud WordPress Hosting ไทย หรือ Sharing Hosting ทั่วไปมาก และยังมีให้บริการน้อย

เลือกใช้ Web Hosting WordPress ที่ไหนดี นี่คือสิ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ

การเลือกใช้ Web Hosting WordPress ที่ไหนดี ต้องอาศัยตัวช่วยนี้ในการตัดสินใจครับ ยิ่ง Web Hosting WordPress มีคุณสมบัติเสริมเหล่านี้เยอะเท่าไหร่ ยิ่งน่าใช้งานมากขึ้นเท่านั้น

PHP เวอร์ชั่นใหม่

ยิ่งใช้งาน PHP เวอร์ชั่นใหม่ ยิ่งทำให้ปลอดภัย รวดเร็ว และมีฟังก์ชั่นอีกมากมายให้ได้ใช้งาน ซึ่งปลั๊กอินต่างๆ ก็เริ่มพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อัปเดตให้ใช้งานกับ PHP เวอร์ชั่นใหม่ได้แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น การเลือก Hosting ก็ต้องดูที่สิ่งนี้ด้วย

ใช้งาน Nginx Server

เซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Nginx จะรองรับข้อมูลได้ไวและได้มากกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไป 

ใช้งาน SSL ได้

SSL นี่เป็นการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านเว็บไซต์ เช่นพวกการใส่รหัสผ่าน รหัสบัตรเครดิต อะไรพวกนี้ ซึ่งพวกมิจฉาชีพสามารถดักจับพาสเวิร์ดเหล่านั้นได้ ถ้าไม่ได้ใช้การเข้ารหัสแบบ SSL ดังนั้น Google Chrome จึงมองว่าเว็บเราไม่ปลอดภัยถ้าไม่เปิดใช้งาน SSL และทำให้เว็บไซต์กลายเป็น https:// ซึ่ง WordPress Hosting ที่แนะนำ ต้องให้บริการส่วนนี้ด้วย

Auto Install ไม่ต้องลำบากผู้ใช้งาน

ตัวนี้เป็นระบบติดตั้ง WordPress อัตโนมัติใน Sharing Hosting ต่างๆ ทำให้ไม่ต้องยุ่งยากสร้าง Data Base ใดๆ ทั้งสิ้นเลย

Backup อัตโนมัติช่วยสร้างความมั่นใจ

ถ้าใช้บริการ Share Hosting ก็จะมีแบ็คอัพอัตโนมัติให้เรา แต่จะแบ็คอัพบ่อยแค่ไหนอันนี้ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราสามารถแบ็คอัพเองด้วยปลั๊กอินของ WordPress เช่นกัน

รักษาความปลอดภัย 

การเลือก Hosting ควรจะต้องมีพวกระบบรักษาความปลอดภัยต่างๆ ที่เข้มงวด เช่น อัปเดต Firewall สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการแฮ็ค เพราะ WordPress มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก จึงตกเป็นเป้าหมายของเหล่าแฮกเกอร์ได้ง่ายที่สุดนั่นเอง

Caching ระดับเซิร์ฟเวอร์

การแคชชิ่งแบบนี้จะช่วยให้เว็บไซต์รับการเข้าชมได้มากกว่าเดิม เร็วกว่าเดิม และส่งผลดีต่อลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในเว็บไซต์เรา

โคลนนิ่งเว็บไซต์ด้วย Staging Site

Hosting สำหรับ WordPress ส่วนใหญ่ถึงแม้จะไม่ค่อยมีเจ้าตัวนี้สักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าหายากเลยล่ะ แต่ถ้ามีระบบนี้จะช่วยให้เราสามารถทดลองอัปเดตธีมและปลั๊กอินต่างๆ ก่อนการใช้งานจริงได้ หรือใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ก่อนการเผยแพร่อย่างเป็นทางการได้ ช่วยให้การทำงานดูเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

เลือกจากพื้นที่เก็บไฟล์

การเลือก Hosting สำหรับ WordPress ที่ดี ต้องมีพื้นที่จัดเก็บที่ใหญ่ หรืออย่างน้อยๆ คือ เหมาะสมกับการใช้งานของเรา ซึ่งเราอาจจะเลือกก่อนว่า Hosting ไหนตอบโจทย์เราได้บ้าง เพราะถึงแม้ตัว WordPress จะไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรมากมาย แต่ไฟล์รวมถึงข้อมูลในเว็บไซต์ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกให้เหมาะสมตั้งแต่แรก 

การให้บริการหลังการขาย

ทีมซัพพอร์ตของแต่ละ Hosting เองก็จำเป็น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีปัญหาเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์แล้ว เราจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากติดต่อทาง Team Support ให้เค้าจัดการให้ ซึ่ง Hosting สำหรับ WrodPress ที่ดี จะมีช่องทางติดต่อให้หลากหลาย ทั้งบริการ Live Chat ทั้งติดต่อ Line และช่องทางอื่นๆ ตามที่เราสะดวก แนะนำให้ดูรีวิวดีๆ เพราะจุดนี้สำคัญมาก Hosting ที่ใส่ใจลูกค้า ให้บริการเร็ว ช่วยเหลือไว ตอบตลอด จะสร้างความไว้ใจให้เราได้มากกว่า 

ปริมาณการรับส่งข้อมูล

บางคนก็เรียกสิ่งนี้ว่า Bandwidth หรือ Site Traffic ซึ่งก็คือการรับส่งข้อมูลในเว็บไซต์เรานั่นเอง แต่ละเว็บก็จะใช้พื้นที่ต่างกัน จะกิน CPU หรือ Memory มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์เราเนี่ยแหละ ถ้าใช้งาน Hosting แบบ Share Hosting อยู่แล้วใช้พื้นที่เยอะเกินไป เค้าอาจจะหยุดการทำงานเว็บเราชั่วคราว แล้วให้จ่ายค่าบริการที่มากขึ้นได้ เพราะถือว่าไปเบียดเบียนผู้ใช้บริการรายอื่นนั่นเอง 

ย้ายเว็บไซต์ง่ายดาย

Migration หรือการย้ายเว็บไซต์นั้น จริงๆ เราสามารถย้ายได้เองนะ เพราะถ้าใช้ WordPress ก็จะมีปลั๊กอินที่ช่วยได้อยู่ แต่ถ้าใช้บริการ WordPress Hosting ที่แนะนำกัน ก็จะมีบริการย้ายข้อมูลฟรีมาให้ ซึ่งเราก็ไม่ต้องเหนื่อยย้ายเอง ทุกอย่างจบแบบสบายใจ ไม่ต้องลุ้นว่าข้อมูลจะสูญหายรึเปล่า

ราคาสมเหตุสมผล

สุดท้ายแล้วเรื่องราคาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะผู้ให้บริการแต่ละแห่งก็จะมีแพ็กเกจที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความสามารถของ Hosting นั้นๆ Hosting ราคาถูกก็อาจจะไม่มีการซัพพอร์ตในข้อต่างๆ ข้างต้นที่ได้กล่าวไป การลงทุนกับ Hosting ที่ดี มีคุณภาพ จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างที่เราต้องการ

สรุป

สุดท้ายแล้วการเลือก Hosting ที่ดีที่สุดอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ครับ มีก็เพียงแต่ Hosting ที่เหมาะกับเราที่สุดเท่านั้นเอง อย่าง WordPress Hosting แนะนำ ที่เค้าถามๆ กันเข้ามา และที่คนส่วนใหญ่แนะนำกันไปก็อาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ 

ลองเลือกดูดีกว่าว่าความต้องการของเราคืออะไร เราอยากได้ Hosting ที่ตอบสนองในด้านไหนบ้าง และที่สำคัญคือ งบของเรามีมากน้อยแค่ไหน อย่างที่ VPS Hispeed เองเรามีบริการ Premium Web Hosting สำหรับ WordPress ให้เลือกกันหลากหลายแพ็กเกจ ถ้าคุณสามารถลิสต์ความต้องการในการใช้งานออกมาเป็นข้อๆ ได้ล่ะก็ ลองมาดูแพ็กเกจ Web Hosting ของเราดูนะครับว่าจะโจทย์การใช้งานของคุณหรือไม่อย่างไร ลองศึกษาเปรียบเทียบแพ็กเกจจากทั้งทางเราและเจ้าอื่นๆ เพื่อเลือกตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้ของคุณที่สุด ทีนี้การเลือก Hosting ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว